Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

ระเบียบว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2547 - http://app1347.4t.com - อัยการผู้ช่วยรุ่นที่ 13


ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด
ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ
พ.ศ. 2547

ข้อความทั่วไป
(หลักการและเหตุผลในการออกระเบียบ)

ข้อ 1 (ชื่อระเบียบ)
ข้อ 2 (วันใช้บังคับ)
ข้อ 3 (ยกเลิกระเบียบเก่า)
ข้อ 4 (บทนิยาม)

หมวดที่ 1
ข้อความเบื้องต้น

ส่วนที่ 1
บททั่วไป

ข้อ 5 (ภารกิจและบทบาทของอัยการ)
ข้อ 6 (หลักการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ)
ข้อ 7 (การอุดช่องว่างของระเบียบและการหารือ)
ข้อ 8 (หน้าที่เร่งรัดคดี)

ส่วนที่ 2
เขตอำนาจและอำนาจหน้าที่

ข้อ 9 (การกำหนดหน้าที่รับผิดชอบ)
ข้อ 10 (การสั่งจ่ายสำนวน การคืนสำนวน และการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม)
ข้อ 11 (การร่วมมือกับหน่วยงานอื่น)
ข้อ 12 (การรายงานข้อบกพร่องของกฎหมาย)

ส่วนที่ 3
แนวทางปฏิบัติในการรับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวน

ข้อ 13 (การรับสำนวนรู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้)
ข้อ 14 (การรับสำนวนรู้ตัวผู้กระทำความผิดและผู้นั้นถูกควบคุมหรือขังอยู่
หรือปล่อยตัวชั่วคราว หรือเชื่อว่าคงได้ตัวมาเมื่อออกหมายเรียก)

ส่วนที่ 4
การควบคุมตรวจสอบทั่วไปและการปฏิบัติต่อสำนวน

ข้อ 15 (การควบคุมการดำเนินคดีสำคัญ)
ข้อ 16 (การรายงานสำนวนค้าง)
ข้อ 17 (การเก็บรักษาสำนวน)
ข้อ 18 (สำนวนที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า)
ข้อ 19 (การเก็บและทำลายสำนวน)
ข้อ 20 (การยืมหรือคัดสำเนาสำนวน)
ข้อ 21 (การตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การในชั้นสอบสวน)
ข้อ 22 (การตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน)
ข้อ 23 (การรายงานผลการปฏิบัติงาน)
ข้อ 24 (การขอทราบคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี)

ส่วนที่ 5
อัยการกับการสอบสวน

ข้อ 25 (พนักงานอัยการกับการสอบสวน)
ข้อ 26 (การให้คำแนะนำปรึกษาและเข้าร่วมสอบสวน)
ข้อ 27 (กรณีพนักงานสอบสวนบกพร่องหรือไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง)

ส่วนที่ 6
การสอบสวนและการดำเนินคดี
เกี่ยวกับความผิดที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย

ข้อ 28 (การร่วมสอบสวนในคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำลง
นอกราชอาณาจักรไทย)
ข้อ 29 (การพิจารณาสั่งคดีเกี่ยวกับความผิดที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย)
ข้อ 30 (วิธีปฏิบัติกรณีจะมีคำสั่งไม่ฟ้อง ไม่อุทธรณ์ หรือไม่ฎีกา)
ข้อ 31 (การรายงานผลคดี)

หมวดที่ 2
การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ส่วนที่ 1
การปล่อยชั่วคราว

ข้อ 32 (หลักการในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล)
ข้อ 33 (การพิจารณาและสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว)
ข้อ 34 (การประกันด้วยบุคคลโดยไม่มีหลักประกัน)
ข้อ 35 (กรณีหน่วยงานของรัฐขอปล่อยชั่วคราว)
ข้อ 36 (การใช้หลักประกันเดิมในการปล่อยชั่วคราว)
ข้อ 37 (การปล่อยชั่วคราวชั้นศาล)
ข้อ 38 (การอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว)
ข้อ 39 (การพิจารณาสำนวนคดีอาญาที่มีการปล่อยชั่วคราวครบกำหนด 6 เดือน)
ข้อ 40 (การพิจารณากรณีผิดสัญญาประกัน)

ส่วนที่ 2
การดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

ข้อ 41 (หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ)
ข้อ 42 (วิธีปฏิบัติเบื้องต้น)
ข้อ 43 (การตรวจสอบข้อเท็จจริง)
ข้อ 44 (อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและสั่งสำนวน)
ข้อ 45 (การดำเนินการตามมาตรา 72(2))
ข้อ 46 (การดำเนินการคุ้มครองบุคคลผู้ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย)
ข้อ 47 (การสั่งยุติเรื่อง)

ส่วนที่ 3
การร้องขอความเป็นธรรม

ข้อ 48 (การสั่งคดีกรณีร้องขอความเป็นธรรม)


หมวดที่ 3
การตรวจพิจารณาสำนวนและการใช้ดุลพินิจ

ส่วนที่ 1
บททั่วไป

ข้อ 49 (การตรวจพิจารณาสำนวน)
ข้อ 50 (ผู้รับผิดชอบการดำเนินคดี)
ข้อ 51 (อำนาจหน้าที่ของอัยการชั้น 5 และชั้น 6)
ข้อ 52 (อำนาจหน้าที่ของอัยการชั้น 1 ถึงชั้น 4)
ข้อ 53 (การพิจารณาคดีสำคัญ)
ข้อ 54 (การออกคำสั่งกรณีสิทธิฟ้องคดีอาญาระงับ)
ข้อ 55 (การออกคำสั่งกรณีสิทธิฟ้องคดีอาญาระงับไปในชั้นศาล)
ข้อ 56 (หลักการทั่วไปในการตรวจพิจารณาสำนวน)
ข้อ 57 (การสั่งคดีสำหรับผู้ต้องหาที่ยังเรียกหรือจับตัวไม่ได้)
ข้อ 58 (การทบทวนความเห็นหรือคำสั่ง)
ข้อ 59 (การสั่งคดีความผิดหลายฐานซึ่งเกี่ยวพันกัน)
ข้อ 60 (การสั่งคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ)
ข้อ 61 (การสั่งคดีที่ฐานความผิดเป็นประเภทเดียวกัน)
ข้อ 62 (การแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี)
ข้อ 63 (การดำเนินคดีผิดตัว)
ข้อ 64 (การปฏิบัติในการส่งสำนวนที่มีความเห็นแย้ง)
ข้อ 65 (การปฏิบัติกรณีมีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องบางข้อหา)
ข้อ 66 (อำนาจสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวน)

ส่วนที่ 2
การแจ้งข้อหา

ข้อ 67 (การพิจารณาฐานความผิดและการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม)
ข้อ 68 (การแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกรณีฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษ)


ส่วนที่ 3
การสั่งสอบสวนเพิ่มเติม

ข้อ 69 (การสอบสวนเพิ่มเติมก่อนมีความเห็นหรือคำสั่ง)
ข้อ 70 (การสั่งให้ส่งพยานมาเพื่อซักถาม)
ข้อ 71 (คดีวิธีการเพื่อความปลอดภัย)

ส่วนที่ 4
การดำเนินคดีและแจ้งผลเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลาง

ข้อ 72 (การเขียนความเห็นและคำสั่ง)
ข้อ 73 (การบรรยายฟ้อง)
ข้อ 74 (การสืบพยาน)
ข้อ 75 (การคัดค้านขอคืนทรัพย์สินของกลาง)
ข้อ 76 (การอุทธรณ์-ฎีกา)
ข้อ 77 (การแจ้งให้ปฏิบัติเกี่ยวกับของกลาง)

ส่วนที่ 5
การใช้ดุลพินิจในการสั่งไม่ฟ้อง

ข้อ 78 (หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้อง)
ข้อ 79 (การกันผู้ต้องหาเป็นพยาน)
ข้อ 80 (การสอบสวนผู้ต้องหาที่สั่งไม่ฟ้องเป็นพยาน)
ข้อ 81 (วิธีปฏิบัติเมื่อมีคำสั่งไม่ฟ้อง)
ข้อ 82 (การปล่อยผู้ต้องหาที่สั่งไม่ฟ้อง)
ข้อ 83 (กรณีผู้ต้องหาไม่สามารถต่อสู้คดีได้)
ข้อ 84 (การแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี)

ส่วนที่ 6
คดีไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด

ข้อ 85 (การสั่งงดการสอบสวน)


ส่วนที่ 7
คดีเปรียบเทียบ

ข้อ 86 (หลักการปฏิบัติในคดีเปรียบเทียบ)
ข้อ 87 (การสั่งคดีเปรียบเทียบ)


ส่วนที่ 8
คดีวิสามัญฆาตกรรม

ข้อ 88 (อัยการกับคดีวิสามัญฆาตกรรม)
ข้อ 89 (คดีวิสามัญฆาตกรรมที่อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนต้องสั่ง)
ข้อ 90 (คดีที่เกี่ยวข้องกับคดีวิสามัญฆาตกรรม)
ข้อ 91 (การรายงานผลคดีวิสามัญฆาตกรรม)

ส่วนที่ 9
เอกภาพในการดำเนินคดี

ข้อ 92 (ความเป็นเอกภาพในการสั่งคดี)
ข้อ 93 (การดำเนินคดีความผิดกรรมเดียวที่อาจถูกดำเนินคดีหลายครั้ง)

หมวดที่ 4
การฟ้องและการดำเนินคดีชั้นศาล

ส่วนที่ 1
การบรรยายฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง

ข้อ 94 (หลักในการบรรยายฟ้อง)
ข้อ 95 (การบรรยายฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษ)
ข้อ 96 (การระบุฐานความผิดในคำฟ้อง)
ข้อ 97 (การขอให้นับโทษต่อ)
ข้อ 98 (การบรรยายฟ้องตามกฎหมายที่มีพระราชกฤษฎีกาและประกาศ
กฎกระทรวง หรือข้อกำหนดต่อท้าย)


ส่วนที่ 2
การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ถูกคุมขังในคดีอื่น
ที่เรือนจำซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลอื่น

ข้อ 99 (สำนวนที่ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในคดีอื่นที่เรือนจำซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลอื่น)

ส่วนที่ 3
การดำเนินคดีชั้นพิจารณาโดยทั่วไป

ข้อ 100 (คำให้การของจำเลย)
ข้อ 101 (การขอให้พิจารณาลับ)
ข้อ 102 (การแถลงเปิดคดี)
ข้อ 103 (การแถลงปิดคดี)
ข้อ 104 (การแถลงข้อเท็จจริงประกอบ)
ข้อ 105 (การนำพยานหลักฐานนอกสำนวนเข้าสืบ)
ข้อ 106 (การติดตามพยานมาเบิกความ)
ข้อ 107 (การให้ความสำคัญแก่พยาน)
ข้อ 108 (การปฏิบัติต่อพยาน)
ข้อ 109 (การสืบพยานและการใช้คำถามกับพยานที่เป็นเด็กและเยาวชน)
ข้อ 110 (การสืบพยานผู้ชำนาญการพิเศษ)
ข้อ 111 (การสืบพยานเอกสาร)
ข้อ 112 (การสืบพยานวัตถุ)
ข้อ 113 (การสืบพยานก่อนฟ้อง)
ข้อ 114 (การเดินเผชิญสืบ)
ข้อ 115 (กรณีพยานเป็นบุคคลในคณะทูต)
ข้อ 116 (พยานกลับคำ)
ข้อ 117 (การแถลงศาลในการส่งประเด็น)
ข้อ 118 (การส่งประเด็นต่อ)
ข้อ 119 (การตัดพยานประเด็น)
ข้อ 120 (กรณีพยานอยู่ต่างประเทศ)
ข้อ 121 (การทำรายงานการคดี)


ส่วนที่ 4
การดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ข้อ 122 (เจตนารมณ์)
ข้อ 123 (การยื่นคำร้องขอริบทรัพย์สินตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการ
ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534)
ข้อ 124 (การยื่นคำร้องขอริบทรัพย์สินตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการ
ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534)
ข้อ 125 (การแจ้งรายการทรัพย์สินที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลริบ)
ข้อ 126 (การสืบพยานกรณีขอริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534)
ข้อ 127 (การแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง การแจ้งผลคดี และการแจ้งรายละเอียด
ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด)

ส่วนที่ 5
การถอนฟ้อง

ข้อ 128 (ข้อพิจารณาและวิธีปฏิบัติในการถอนฟ้อง)
ข้อ 129 (การขอให้ศาลจำหน่ายคดีในคดีความผิดอันยอมความได้)


หมวดที่ 5
การดำเนินคดีชั้นศาลสูง

ส่วนที่ 1
บททั่วไป

ข้อ 130 (บทบาทและภารกิจ)
ข้อ 131 (ไม่ใช้บังคับกับคดีบางประเภท)

ส่วนที่ 2
อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินคดี

ข้อ 132 (อำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีศาลสูง)
ข้อ 133 (อำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีศาลสูงเขต)
ข้อ 134 (อำนาจหน้าที่ของอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูง และอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต)
ข้อ 135 (อำนาจหน้าที่ของอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูง และอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงเขต)
ข้อ 136 (อำนาจหน้าที่ของอัยการศาลสูง)
ข้อ 137 (กรณีไม่มีอัยการศาลสูงปฏิบัติหน้าที่)

ส่วนที่ 3
วิธีปฏิบัติในชั้นอุทธรณ์และฎีกา

ข้อ 138 (วิธีปฏิบัติในชั้นอุทธรณ์)
ข้อ 139 (วิธีปฏิบัติในชั้นฎีกา)
ข้อ 140 (การพิจารณาและสั่งคดีชั้นอุทธรณ์-ฎีกา)
ข้อ 141 (การขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกา)

ส่วนที่ 4
การดำเนินคดีและปฏิบัติต่อสำนวน

ข้อ 142 (หน้าที่ฟัง รับทราบ และคัดคำพิพากษาหรือคำสั่ง คัดถ้อยคำสำนวน)
ข้อ 143 (วิธีปฏิบัติเมื่อมีคำพิพากษาไม่ชอบ)
ข้อ 144 (การดำเนินคดีอาญาที่มีโจทก์ร่วม)
ข้อ 145 (การทำและการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา คำแก้อุทธรณ์ คำแก้ฎีกา)
ข้อ 146 (วิธีปฏิบัติภายหลังออกคำสั่ง)
ข้อ 147 (วิธีปฏิบัติต่อสำนวนที่เสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือ
ผู้ว่าราชการจังหวัด)
ข้อ 148 (การใช้ชื่อโจทก์และผู้เรียงในคำฟ้อง)
ข้อ 149 (การรายงานผลการปฏิบัติงานและผลคดี)
ข้อ 150 (การจัดทำสารบบและการเก็บรักษาสำนวน)

ส่วนที่ 5
วิธีปฏิบัติเมื่ออัยการสูงสุดมีคำวินิจฉัยชี้ขาด
และการขอให้รับรองอุทธรณ์หรือฎีกา

ข้อ 151 (คดีที่อัยการสูงสุดชี้ขาด)
ข้อ 152 (การขอให้รับรองอุทธรณ์หรือฎีกา)

ส่วนที่ 6
การตรวจสอบการปฏิบัติงาน

ข้อ 153 (การรายงานข้อบกพร่อง)

หมวดที่ 6
การบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย

ส่วนที่ 1
บททั่วไป

ข้อ 154 (เจตนารมณ์)
ข้อ 155 (คดีผู้กระทำผิดติดนิสัย)

ส่วนที่ 2
การดำเนินคดีเพื่อขอบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย

ข้อ 156 (การขอให้กักกัน)
ข้อ 157 (การขอให้ศาลสั่งทำทัณฑ์บน)
ข้อ 158 (การขอให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่น)
ข้อ 159 (การสั่งไม่ขอบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย)
ข้อ 160 (การฟ้องคดี)
ข้อ 161 (อุทธรณ์และฎีกา)
ข้อ 162 (การติดตามพฤติการณ์)
ข้อ 163 (การส่งสถิติและรายงานคดี)


หมวดที่ 7
การดำเนินคดีอาญาที่ใช้วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง

ส่วนที่ 1
บททั่วไป

ข้อ 164 (การฟ้องคดีด้วยวาจา)
ข้อ 165 (กรณีคดีเกินอำนาจศาลแขวงภายหลังยื่นฟ้องแล้ว)
ข้อ 166 (วิธีปฏิบัติ)

ส่วนที่ 2
การปฏิบัติเกี่ยวกับสำนวนที่ต้องขออนุญาตฟ้อง

ข้อ 167 (การรับสำนวนที่ต้องขออนุญาตฟ้อง)
ข้อ 168 (การเขียนความเห็นและคำสั่ง)
ข้อ 169 (วิธีปฏิบัติในการขออนุญาตฟ้อง)
ข้อ 170 (วิธีปฏิบัติบางประการก่อนส่งสำนวนเพื่อขออนุญาตฟ้อง)
ข้อ 171 (การยื่นฟ้องคดีที่อัยการสูงสุดอนุญาตให้ฟ้อง)
ข้อ 172 (การดำเนินการเมื่อผู้ต้องหาที่อัยการสูงสุดอนุญาตให้ฟ้องไม่มาตามนัด)
ข้อ 173 (กรณีที่ไม่ต้องขออนุญาตฟ้องผู้ต้องหา)
ข้อ 174 (การแจ้งคำสั่งไม่อนุญาตให้ฟ้อง)

หมวดที่ 8
การดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน

ส่วนที่ 1
บททั่วไป

ข้อ 175 (ปรัชญาและเจตนารมณ์ในการดำเนินคดี)
ข้อ 176 (ดุลพินิจในการสั่งคดี)

ส่วนที่ 2
การคุ้มครองเด็กและเยาวชน

ข้อ 177 (การพิจารณาและมีความเห็นเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กและเยาวชน)
ข้อ 178 (แนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดีกรณีใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการกระทำ
ความผิด)

ส่วนที่ 3
การดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว

ข้อ 179 (วิธีปฏิบัติ)
ข้อ 180 (การตรวจสำนวนและการรับฟังข้อเท็จจริง)
ข้อ 181 (การพิจารณาสำนวนการสอบสวนที่ผู้อำนวยการสถานพินิจแจ้งความเห็น
ควรสั่งไม่ฟ้อง)
ข้อ 182 (วิธีปฏิบัติกรณีที่การกระทำของเด็กหรือเยาวชนซึ่งเป็นผู้ต้องหาไม่เป็นความผิด หรือพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง หรือมีเหตุอื่นที่ควรสั่งไม่ฟ้องหรือยุติการดำเนินคดี)
ข้อ 183 (การชี้ขาดความเห็นแย้งสำนวนการสอบสวนซึ่งมีหนังสือแจ้งความเห็นควร
สั่งไม่ฟ้องของผู้อำนวยการสถานพินิจ)
ข้อ 184 (การแจ้งความเห็นและคำสั่งให้ผู้อำนวยการสถานพินิจทราบ)
ข้อ 185 (การใช้ดุลพินิจเพื่อแก้ไขผู้กระทำความผิด)
ข้อ 186 (วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับสำนวนที่ต้องขออนุญาตฟ้อง)
ข้อ 187 (การสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ)


หมวดที่ 9
การดำเนินคดีและการปฏิบัติกรณีทหาร
ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา

ข้อ 188 (อำนาจหน้าที่ของอัยการทหาร)
ข้อ 189 (วิธีปฏิบัติในการควบคุมตัวทหารผู้ต้องหา)
ข้อ 190 (วิธีปฏิบัติในการฟังคำพิพากษา)
ข้อ 191 (การแจ้งผลคดีเพื่อการประสานงาน)
ข้อ 192 (กำหนดระยะเวลาในการอุทธรณ์หรือฎีกา)


หมวดที่ 10
วิธีปฏิบัติภายหลังคดีเสร็จสิ้นแล้ว

ข้อ 193 (วิธีปฏิบัติทั่วไปเกี่ยวกับผลคดี ของกลาง และสำนวน)
ข้อ 194 (การขอบังคับคดี)
ข้อ 195 (หน้าที่รับทราบคำพิพากษา)
ข้อ 196 (การคัดคำพิพากษา)
ข้อ 197 (การเสนอผลคดีให้อัยการสูงสุดทราบ)
ข้อ 198 (การส่งคำพิพากษาศาลฎีกาให้สำนักงานอัยการสูงสุด)
ข้อ 199 (การส่งคำพิพากษาในคดีที่มีการชี้ขาดหรือรับรองให้อุทธรณ์หรือฎีกา)
ข้อ 200 (การพิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกา)

หมวดที่ 11
การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่

ข้อ 201 (หลักการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่)
ข้อ 202 (อำนาจหน้าที่ในการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่)
ข้อ 203 (กำหนดเวลาในการยื่นคำร้อง)
ข้อ 204 (การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่)
ข้อ 205 (การพิจารณาคำร้อง)
ข้อ 206 (กรณีพนักงานอัยการเป็นผู้ร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่)
ข้อ 207 (กรณีบุคคลอื่นเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่)
ข้อ 208 (การยื่นคำคัดค้าน)
ข้อ 209 (การอุทธรณ์หรือฎีกา)
ข้อ 210 (วิธีปฏิบัติทั่วไปเกี่ยวกับผลคดี)

หมวดที่ 12
การแก้ต่างคดีอาญา

ข้อ 211 (หลักการในการแก้ต่างคดีอาญา)
ข้อ 212 (การรับเรื่องและสั่งจ่ายสำนวน)
ข้อ 213 (การรวบรวมพยานหลักฐาน)
ข้อ 214 (ผู้มีอำนาจสั่งคดี)
ข้อ 215 (เจ้าพนักงานหรือราษฎรที่พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องคดีอาญาแล้ว)
ข้อ 216 (กรณีการแก้ต่าง เจ้าพนักงานและราษฎรในคดีวิสามัญฆาตกรรม)
ข้อ 217 (การให้บุคคลภายนอกเป็นทนายเข้าร่วมดำเนินคดีกับพนักงานอัยการ)
ข้อ 218 (การขอถอนตัวของพนักงานอัยการ)
ข้อ 219 (การแถลงให้ศาลทราบถึงการรับแก้ต่าง)
ข้อ 220 (การตามประเด็น)
ข้อ 221 (ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี)
ข้อ 222 (การแจ้งคำสั่งและคำพิพากษา)
ข้อ 223 (การดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา)
ข้อ 224 (การแก้อุทธรณ์และแก้ฎีกา)


............................

ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด
ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ
พ.ศ. 2547

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบและหลักปฏิบัติราชการในการดำเนิน คดีอาญาของพนักงานอัยการเสียใหม่ให้เหมาะสมกับบทบาทและภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุด ในการอำนวยความยุติธรรม การรักษาผลประโยชน์ของรัฐและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 อัยการสูงสุดจึงวางระเบียบไว้ดังนี้

ข้อ 1 (ชื่อระเบียบ)

ระเบียบนี้เรียกว่า ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของ พนักงานอัยการ พ.ศ.2547

ข้อ 2 (วันใช้บังคับ)

ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2547

ข้อ 3 (ยกเลิกระเบียบเก่า)

ให้ยกเลิกระเบียบดังต่อไปนี้ กับบรรดาระเบียบ หลักปฏิบัติราชการและคำสั่งอื่นใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ และให้ใช้ระเบียบนี้แทน
(1) ระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2528
(2) ระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย พ.ศ.2533

- 2 -

(3) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2538
(4) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2538
(5) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2539
(6) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2539
(7) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2545
(8) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2545
(9) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2546
(10) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกา พ.ศ.2546

ข้อ 4 (บทนิยาม)

ในระเบียบนี้

“อธิบดี” หมายความถึง อธิบดีอัยการฝ่ายหรืออธิบดีอัยการเขตที่รับผิดชอบในการดำเนินคดี

“รองอธิบดี”” หมายความถึง รองอธิบดีอัยการฝ่ายหรือรองอธิบดีอัยการเขตที่รับผิดชอบในการดำเนินคดี

“อัยการศาลสูง”” หมายความถึง พนักงานอัยการผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาภายในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ

“หัวหน้าพนักงานอัยการ”” หมายความถึง อัยการพิเศษฝ่ายที่รับผิดชอบการดำเนินคดีอาญาประจำศาลชั้นต้น หรืออัยการจังหวัดที่รับผิดชอบในการดำเนินคดี

“ผู้กลั่นกรองงาน”” หมายความถึง พนักงานอัยการที่มีอาวุโสถัดจากหัวหน้าพนักงานอัยการลงมา ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้กลั่นกรองงาน


- 3 -

“สำนักงานคดีอาญา”” หมายความถึง สำนักงานคดีอาญา สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ สำนักงานคดีอาญาธนบุรี สำนักงานคดียาเสพติด สำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว สำนักงานคดีศาลแขวง สำนักงานอัยการจังหวัดมีนบุรี สำนักงานต่างประเทศ และสำนักงานคดีที่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีอาญา

“สำนักงานอัยการจังหวัด”” หมายความถึง สำนักงานอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคดีศาลแขวง และสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด

“การดำเนินคดี”” หมายความถึง การดำเนินการไปตามอำนาจและหน้าที่ในทางอรรถคดีของพนักงานอัยการ

“คดีวิสามัญฆาตกรรม”” หมายความถึง คดีฆาตกรรมที่ผู้ตายถูกเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฆ่าตาย หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่

“วิธีการเพื่อความปลอดภัย”” หมายความถึง วิธีการเพื่อความปลอดภัย ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา

“การติดตามพฤติการณ์”” หมายความถึง การสดับตรับฟังความเคลื่อนไหวเหตุการณ์ที่เป็นไปเกี่ยวกับความประพฤติของจำเลยผู้ถูกศาลสั่งใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลหรือไม่

“หน่วยงานของรัฐ”” หมายความถึง กระทรวง ทบวง กรม ราชการ-ส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือหน่วยงานอื่นใดที่ดำเนินกิจการของรัฐตามกฎหมาย และได้รับเงินอุดหนุนหรือเงินหรือทรัพย์สินลงทุนจากรัฐ

“เจ้าหน้าที่ของรัฐ””หมายความถึง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงาน ในรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ และให้หมายความรวมถึงกรรมการ อนุกรรมการ ลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ และบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐ และบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐ


- 4 -

หมวดที่ 1
ข้อความเบื้องต้น


ส่วนที่ 1
บททั่วไป

ข้อ 5 (ภารกิจและบทบาทของพนักงานอัยการ)

พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรม การรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยจักต้องกระทำด้วยความรวดเร็ว เท่าเทียมกันและเป็นธรรม กับทั้งต้องกระทำให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่ประชาชน
พนักงานอัยการเป็นทนายแผ่นดิน และเป็นตัวแทนของแผ่นดินในการตรวจสอบ และค้นหาความจริงในคดีอาญา การควบคุมการดำเนินคดีอาญาของรัฐ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาและจำเลย ให้พนักงานอัยการคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนสิทธิและเสรีภาพของบุคคลดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นด้วย ส่วนบุคคลซึ่งเป็นผู้เสียหายและพยาน พนักงานอัยการพึงให้ความคุ้มครองและการปฏิบัติที่เหมาะสมตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

ข้อ 6 (หลักการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ)

พนักงานอัยการมีอิสระในการดำเนินคดีอาญาภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบและคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด
การมอบหมายให้ดำเนินคดี การควบคุมและการตรวจสอบ รวมทั้งการเปลี่ยนตัวผู้ดำเนินคดี เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชา
ผู้บังคับบัญชาอาจกำหนดการแบ่งภาระหน้าที่ และหรือมอบหมายงานให้พนักงานอัยการในบังคับบัญชาคนใดคนหนึ่งปฏิบัติงาน หรือช่วยกลั่นกรองงานเป็นการทั่วไป หรือเป็นการเฉพาะเรื่องก็ได้
ผู้บังคับบัญชาอาจเรียกสำนวนคดีใดคดีหนึ่งที่อยู่ในเขตอำนาจมาตรวจสอบพิจารณาและหรือดำเนินคดีเสียเอง หรือจะมอบหมายให้พนักงานอัยการคนใดดำเนินคดีแทนก็ได้ และในกรณีที่เห็นควรกลับความเห็นหรือกลับคำสั่งเดิม ให้เสนอตามลำดับชั้นจนถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง เว้นแต่ความเห็นหรือคำสั่งเดิมนั้นเป็นของอธิบดี ให้เสนออัยการสูงสุดหรือรองอัยการสูงสุดผู้ได้รับมอบหมายเพื่อพิจารณาสั่ง
- 5 -

ข้อ 7 (การอุดช่องว่างของระเบียบและการหารือ)

ในกรณีที่ระเบียบนี้ไม่ได้กล่าวถึงไว้ ให้พนักงานอัยการใช้ดุลพินิจพิจารณาปฏิบัติไปตามที่เห็นสมควร โดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ
หากจำเป็นจะต้องหารือในปัญหาหรือข้อขัดข้องอันเกิดจากการปฏิบัติตามระเบียบนี้ให้หารือไปยังอัยการสูงสุด โดยเสนอผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น

ข้อ 8 (หน้าที่เร่งรัดคดี)

พนักงานอัยการต้องดำเนินคดีทุกคดีให้เสร็จสิ้นไปโดยรวดเร็ว โดยเฉพาะคดีที่
ผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกคุมขังอยู่ ให้ดำเนินคดีโดยเร็วเป็นพิเศษ


ส่วนที่ 2
เขตอำนาจและอำนาจหน้าที่

ข้อ 9 (การกำหนดหน้าที่รับผิดชอบ)

อธิบดี เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้าง และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการที่กำหนดในกฎหมายและคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุด มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแผน จัดองค์กรบริหารงานบุคคล อำนวยการ ประสานงานการปฏิบัติราชการ ควบคุม ตรวจสอบ ประเมินผล และรายงานผลการปฏิบัติราชการในความรับผิดชอบให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ และคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด

รองอธิบดี เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้าง และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการที่กำหนดในกฎหมายและคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดรองจากอธิบดี มีอำนาจหน้าที่อำนวยการ ประสานงานการปฏิบัติราชการ ควบคุม ตรวจสอบ ประเมินผลและรายงานผลการปฏิบัติราชการในความรับผิดชอบให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ และคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด และอธิบดี

หัวหน้าพนักงานอัยการ เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้าง และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการที่กำหนดในกฎหมายและคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุด มีอำนาจหน้าที่อำนวยการ ประสานการปฏิบัติราชการ ควบคุม ตรวจสอบการดำเนินคดี ให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ และคำสั่งของสำนักงานอัยการสูงสุด อธิบดี และรองอธิบดี


- 6 -

ข้อ 10 (การสั่งจ่ายสำนวน การคืนสำนวน และการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม)

หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้สั่งจ่ายสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการในบังคับบัญชา และต้องลงชื่อในคำสั่งพร้อมวันเดือนปีที่สั่ง แม้จะสั่งจ่ายให้ตนเองก็ตาม การคืนสำนวนการสอบสวนก็ดี การสั่งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมก็ดี ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณาสั่ง
กรณีที่คำสั่งหรือระเบียบนี้มิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นหรือมิได้กำหนดวิธีปฏิบัติเป็นกรณีเฉพาะเรื่องไว้ การคืนสำนวนการสอบสวนในกรณีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลนั้น ให้พนักงานอัยการประจำศาลนั้น ๆ ส่งสำนวนคดีนั้นคืนพนักงานสอบสวนเพื่อส่งไปยังพนักงานอัยการประจำศาลที่คดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจ

ข้อ 11 (การร่วมมือกับหน่วยงานอื่น)

ในการดำเนินคดีอาญา หากจำเป็นต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาดำเนินการได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามกฎหมายและไม่ให้เสียหายแก่ราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด

ข้อ 12 (การรายงานข้อบกพร่องของกฎหมาย)

ในการดำเนินคดีอาญา หากพบข้อบกพร่องหรือช่องว่างของกฎหมาย ให้หัวหน้าพนักงานอัยการรีบรายงาน พร้อมด้วยความเห็นและข้อเสนอแนะในการแก้ไข ไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด ทั้งนี้ ไม่ว่าคดีจะเสร็จเด็ดขาดแล้วหรือไม่ก็ตาม


ส่วนที่ 3
แนวทางปฏิบัติในการรับสำนวนการสอบสวน
จากพนักงานสอบสวน

ข้อ 13 (การรับสำนวนรู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้)

สำนวนรู้ตัวผู้กระทำความผิดแต่เรียกหรือจับตัวไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 นั้น หมายถึงสำนวนที่ยังเรียกหรือจับตัวผู้ต้องหายังไม่ได้และ ไม่มีตัวผู้ต้องหาปรากฏต่อพนักงานสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีความเห็นควรสั่งฟ้องหรือควรสั่งไม่ฟ้องแล้ว ให้พนักงานอัยการรับสำนวนดังกล่าวไว้พิจารณาได้ โดยพนักงานสอบสวนไม่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวน

- 7 -

ข้อ 14 (การรับสำนวนรู้ตัวผู้กระทำความผิดและผู้นั้นถูกควบคุมหรือขังอยู่
หรือปล่อยตัวชั่วคราวหรือเชื่อว่าคงได้ตัวมาเมื่ออกหมายเรียก)

สำนวนรู้ตัวผู้กระทำความผิด และผู้นั้นถูกควบคุมหรือขังอยู่หรือปล่อยตัวชั่วคราว หรือเชื่อว่าคงได้ตัวมาเมื่อออกหมายเรียกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 142 หมายถึง สำนวนที่มีตัวผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจควบคุม ขัง หรือปล่อยตัวชั่วคราวของศาลหรือพนักงานสอบสวน หรือพนักงานสอบสวนสามารถได้ตัวมาเมื่อออกหมายเรียก
สำนวนดังกล่าวในวรรคก่อน หากพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ย่อมต้องมีตัวผู้ต้องหาปรากฏต่อพนักงานสอบสวนและได้ทำการสอบสวนผู้ต้องหาแล้ว พนักงานอัยการจะรับสำนวนดังกล่าวไว้พิจารณาได้ก็ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบส่งตัวผู้ต้องหามาพร้อมสำนวน หรือผู้ต้องหาถูกขังอยู่ในอำนาจศาลที่พนักงานอัยการจะยื่นฟ้องได้ ถ้าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบไม่สามารถส่งตัวผู้ต้องหาได้ โดยผู้ต้องหาหลบหนีประกันหรือ ไม่สามารถดำเนินการให้ผู้ต้องหามาอยู่ในอำนาจศาลที่พนักงานอัยการจะยื่นฟ้องได้ กรณีเช่นนี้ไม่ทำให้สำนวนดังกล่าวเปลี่ยนเป็นสำนวนรู้ตัวผู้กระทำความผิดแต่เรียกหรือจับตัวผู้ต้องหาไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 พนักงานอัยการจะรับสำนวนดังกล่าวไว้พิจารณาไม่ได้
พนักงานอัยการจะรับสำนวนการสอบสวนดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ซึ่งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีความเห็นควรสั่งฟ้องไว้พิจารณาได้ต้องเข้าหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวผู้ต้องหามาพร้อมสำนวน แม้ว่าผู้ต้องหาซึ่งได้รับการปล่อยชั่วคราวจะถูกสอบสวนเกินกำหนดเวลาสามเดือนหรือหกเดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 113 วรรคแรก แล้วก็ตาม
(2) หากผู้ต้องหาขังอยู่ต้องเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาถูกขังอยู่ในอำนาจศาลที่พนักงานอัยการผู้รับสำนวนไว้จะยื่นฟ้องได้
(3) ถ้าผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในคดีอื่นที่เรือนจำซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลอื่นนั้น ให้นำความในข้อ 99 มาใช้บังคับ


ส่วนที่ 4
การควบคุมตรวจสอบทั่วไปและการปฏิบัติต่อสำนวน

ข้อ 15 (การควบคุมการดำเนินคดีสำคัญ)

ในคดีอาญาที่มีความสำคัญ เช่น โดยฐานความผิด โดยฐานะของผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้เสียหาย หรือคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไป ให้หัวหน้าพนักงานอัยการ

- 8 -

พิจารณาเข้าร่วมดำเนินคดีหรือควบคุมการดำเนินคดีโดยใกล้ชิด และให้รายงานผลการดำเนินคดีดังกล่าวให้สำนักงานอัยการสูงสุดทราบเป็นกรณีพิเศษโดยผ่านอธิบดี
เมื่อได้รับสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าวในวรรคหนึ่งแล้ว ให้หัวหน้าพนักงานอัยการรีบรายงานให้อธิบดีทราบ และเมื่ออธิบดีทราบแล้ว ไม่ว่าจะโดยการรายงานดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม หากเห็นสมควรจะเข้าดำเนินคดีหรือร่วมดำเนินคดีก็ได้ แล้วให้รายงานสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อทราบ

ข้อ 16 (การรายงานสำนวนค้าง)

สำนวนคดีอาญาดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นสำนวนที่ค้างระหว่างจัดการ คือ
(1) สำนวนที่ยังมิได้สั่ง
(2) สำนวนที่อยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม หรือให้ส่งพยานมาเพื่อซักถาม
(3) สำนวนปรากฏผู้ต้องหาที่ส่งตัวมาซึ่งมีคำสั่งฟ้องและรอส่งตัวมาฟ้อง หรือ ถ้าผู้ต้องหาหลบหนีและยังมิได้จัดการให้ได้ตัวมา
(4) สำนวนที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่น แล้วแต่กรณี รวมตลอดถึงสำนวนที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่นแย้งให้ฟ้อง และอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการสูงสุดด้วย
(5) สำนวนที่อยู่ระหว่างขออนุญาตฟ้อง

สำนวนปรากฏผู้ต้องหาที่ไม่ได้ส่งตัวมา ซึ่งพนักงานอัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหา และแจ้งให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหามาส่งเพื่อยื่นฟ้องนั้น มิให้ถือเป็นสำนวนค้าง
หัวหน้าพนักงานอัยการต้องส่งรายงานสำนวนค้างประจำเดือน ตามแบบและวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด โดยผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด ภายในวันทำการที่ห้าของเดือนถัดไป

ข้อ 17 (การเก็บรักษาสำนวน)

ให้พนักงานอัยการเก็บรักษาสำนวนการสอบสวนทุกประเภทที่มีความเห็นและคำสั่งแล้ว เว้นแต่สำนวนไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิดและสำนวนชันสูตรพลิกศพที่มีการไต่สวนแล้ว ให้ส่งคืนพนักงานสอบสวนเก็บรักษา แต่ให้เก็บสำเนาหนังสือนำส่งไว้เป็นหลักฐาน

ข้อ 18 (สำนวนที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า)

สำนวนคดีที่มีลักษณะพิเศษอันน่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าของพนักงานอัยการ เช่น ข้อเท็จจริงในคดีเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือมีลักษณะร้ายแรง กระทบ-
- 9 -

กระเทือนความรู้สึกของประชาชนโดยทั่วไป หรือมีปัญหาข้อกฎหมาย หรือกระบวนพิจารณาสลับซับซ้อนซึ่งมีเงื่อนแง่เป็นพิเศษ เป็นต้น เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้ส่งสำนวนดังกล่าวไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดทุกเรื่อง

ข้อ 19 (การเก็บและทำลายสำนวน)

สำนวนคดีอาญานอกจากที่กล่าวไว้ในข้อ 18 ให้จัดการทำลายเสียได้เมื่อพ้นกำหนดดังต่อไปนี้
(1) สำนวนคดีอาญาตามสารบบ ส.1 ที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องหรือที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำไม่ถึง 5 ปี ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และศาลได้พิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ สำนวนคดีอาญาตามสารบบ ส.3 สำนวนคดีเปรียบเทียบตามสารบบ ส.2 ก สำนวนคดีฟ้องด้วยวาจาตามสารบบ ส.4 สำนวนคดีอาญาตามสารบบ ส.5 ที่ไม่รับแก้ต่างหรือรับแก้ต่างแต่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง สำนวนคดีอาญาที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่และศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้เก็บรักษาไว้มีกำหนดสอง พ.ศ.
(2) สำนวนคดีอาญาตามสารบบ ส.1 ที่จำเลยให้การปฏิเสธ หรือที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง สำนวนคดีอาญาที่รับแก้ต่างตามสารบบ ส.5 และคดีดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ ให้เก็บรักษาไว้มีกำหนดสิบเอ็ด พ.ศ.
(3) สำนวนคดีอาญาตามสารบบ ส.1 และ ส.2 เฉพาะกรณีสั่งไม่ฟ้อง สำนวนคดีอาญาซึ่งมีเงื่อนไขระงับคดีและพนักงานอัยการให้มีคำสั่งยุติการดำเนินคดีตามข้อ 54 ให้เก็บรักษาไว้ภายในกำหนดอายุความ
การทำลายสำนวน ให้กระทำโดยการเผาหรือย่อยสลายทำลาย และให้บันทึกหลักฐานในการทำลายไว้ด้วย

ข้อ 20 (การยืมหรือคัดสำเนาสำนวน)

การยืมหรือคัดสำเนาสำนวนการสอบสวนให้ดำเนินการได้ดังต่อไปนี้
(1) สำนวนการสอบสวนคดีที่เสร็จเด็ดขาดแล้ว หากพนักงานสอบสวนหรือ
ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องประสงค์จะขอยืมหรือขอคัดสำเนาสำนวนทั้งหมดหรือบางส่วนไปเพื่อ ใช้ประโยชน์ในราชการแล้ว ให้หัวหน้าพนักงานอัยการอนุญาตให้ยืมหรือคัดสำเนาไปได้
(2) สำนวนการสอบสวนคดีที่ยังไม่เสร็จเด็ดขาด หากผู้เกี่ยวข้องประสงค์จะขอยืมหรือขอคัดสำเนาสำนวนทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการแล้ว ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณา หากเห็นว่าไม่เป็นการขัดข้องหรือเสียหายแก่การดำเนินคดี ให้อนุญาตให้ยืมหรือคัดสำเนาไปได้
- 10 -

(3) สำนวนการสอบสวนที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ หากปรากฏแก่พนักงานสอบสวนว่าได้จับกุมผู้ต้องหาผิดตัว และพนักงานสอบสวนได้ติดต่อขอให้พนักงานอัยการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมหรือให้ส่งพยานมาให้ซักถาม เมื่อพนักงานสอบสวนได้ขอยืมหรือคัดสำเนาสำนวนไปเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการดังกล่าว ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณา ถ้าเห็นว่าไม่เป็นการเสื่อมเสียความยุติธรรม ก็ให้อนุญาตให้ยืมหรือคัดสำเนาไปได้
(4) การติดต่อขอรับสำนวนการสอบสวน ให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องติดต่อโดยตรงกับหัวหน้าพนักงานอัยการ สำหรับส่วนกลาง กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ จะติดต่อขอจากอัยการสูงสุดโดยตรงก็ได้
(5) ในกรณีที่สำนวนการสอบสวนอยู่ที่อัยการศาลสูง ให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงหรืออัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงเขต เป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ยืมหรือคัดสำเนาสำนวนการสอบสวน แล้วแต่กรณี

ข้อ 21 (การตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การในชั้นสอบสวน)

เมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายหรือจำเลยย่อมมีสิทธิ ขอตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การของตนหรือเอกสารประกอบคำให้การของตนในชั้นสอบสวนได้ โดยให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณาอนุญาต
กรณีที่ผู้เสียหายหรือจำเลยขอตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารอื่น ๆ ในสำนวนการสอบสวน ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาตามความเหมาะสมและไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ราชการและแก่ผู้อื่น โดยให้นำพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 14, 15 และมาตรา 17 มาพิจารณาประกอบด้วย
ในคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว หากผู้เสียหายหรือจำเลยหรือ ผู้มีส่วนได้เสียขอตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารในสำนวนการสอบสวนคดีนั้น ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณาอนุญาต
ในการพิจารณาคำขอดังกล่าวในวรรคหนึ่งต้องพิจารณาสั่งโดยเร็ว ถ้ามีเหตุจำเป็นอย่างอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ให้พิจารณาสั่งให้เสร็จภายในวันทำการถัดไปนับแต่เหตุจำเป็นนั้นสิ้นสุดลง
คำสั่งไม่อนุญาตจะต้องบันทึกเหตุผลในการสั่งไว้ให้ชัดเจน และต้องแจ้งผลการพิจารณาพร้อมด้วยเหตุผลและสิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวให้ผู้ยื่นคำขอทราบโดยเร็ว
เอกสารประกอบคำให้การของผู้เสียหายหรือจำเลยในชั้นสอบสวน หมายถึง
(1) เอกสารที่ผู้เสียหายหรือจำเลยนำมามอบให้
(2) เอกสารที่ผู้เสียหายหรือจำเลยลงลายมือชื่อไว้

- 11 -

(3) เอกสารที่ผู้เสียหายหรือจำเลยกล่าวอ้างหรือให้การพาดพิงถึง ทั้งนี้ การ
เปิดเผยจะต้องไม่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ หรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการฟ้องคดี การป้องกัน การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการรู้แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสารหรือไม่ก็ตาม
การอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การหรือเอกสารประกอบคำให้การ ให้อุทธรณ์ไปยังอธิบดี โดยจะยื่นต่อหัวหน้าพนักงานอัยการหรือยื่นโดยตรงต่ออธิบดีก็ได้
ให้หัวหน้าพนักงานอัยการรีบส่งคำอุทธรณ์ที่ได้รับนั้นไปยังอธิบดี เพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็ว ให้อธิบดีดำเนินการตามความในวรรคสองและวรรคสามโดยอนุโลม
คำสั่งของอธิบดีให้เป็นที่สุด

ข้อ 22 (การตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน)

การจัดทำสารบบ บัญชี และรายงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาเพื่อผลในการตรวจสอบ ติดตามและเร่งรัดการดำเนินคดี ให้เป็นไปตามแบบและวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด
ให้อธิบดีหรือรองอธิบดีผู้ได้รับมอบหมาย ตรวจสอบผลการปฏิบัติราชการของพนักงานอัยการในบังคับบัญชาอย่างใกล้ชิดแล้วรายงานให้สำนักงานอัยการสูงสุดทราบ
การตรวจสอบผลการปฏิบัติราชการตามความในวรรคก่อน ให้กระทำโดยอาศัยแนวทางดังต่อไปนี้
(1) การปฏิบัติต่อสำนวนเป็นไปตามกฎหมาย คำสั่ง และระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่
(2) การตรวจสำนวน การทำความเห็นและคำสั่ง ได้พิจารณาโดยถี่ถ้วน มีเหตุผลสมควรหรือไม่
(3) การดำเนินคดีในชั้นศาลเป็นไปตามกฎหมาย คำสั่ง และระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่
(4) การเร่งรัดคดีได้เป็นไปตามสมควรแก่เวลาหรือไม่
(5) การปฏิบัติภายหลังคดีเสร็จสิ้นแล้วได้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย คำสั่งและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่
(6) อื่น ๆ ตามที่เห็นสมควร

การรายงานดังกล่าวในวรรคสอง ให้จำแนกรายงานเป็นรายสี่เดือน ตุลาคม -มกราคม กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม มิถุนายน - กันยายน โดยให้จัดส่งรายงานภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 10 มิถุนายน และ 10 ตุลาคม ตามลำดับ

- 12 -

ข้อ 23 (การรายงานผลการปฏิบัติงาน)

หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้รับผิดชอบจัดทำรายงานบัญชีแสดงรายละเอียด โดยสรุปเฉพาะคดีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง และคดีที่มีคำสั่งเกี่ยวกับของกลางที่มีผลไม่ขอริบทุกคดี โดยจัดทำเป็นรายเดือนตามแบบและวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด แล้วรายงานต่ออธิบดีหรือรองอธิบดีผู้ได้รับมอบหมาย
อธิบดีหรือรองอธิบดีผู้ได้รับมอบหมายมีอำนาจเรียกสำนวนคดีหนึ่งคดีใดมาตรวจสอบ และพิจารณาประกอบการรายงานบัญชีแสดงรายละเอียดดังกล่าวในวรรคก่อนได้

ข้อ 24 (การขอทราบคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี)

ในคดีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้ว ผู้เสียหาย ผู้ต้องหาหรือ ผู้มีส่วนได้เสียขอทราบคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง สรุปพยานหลักฐานพร้อมความเห็นของพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการในการสั่งคดี ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณาอนุญาต
กรณีที่ผู้เสียหายหรือจำเลยขอตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารอื่น ๆ ในสำนวนการสอบสวน ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณา โดยให้นำความในข้อ 21 วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีที่มีคำขอตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าพนักงานอัยการแจ้งตอบผู้ขอเป็นหนังสือ แล้วส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวรายงานอธิบดีเพื่อทราบ
หนังสือแจ้งตอบผู้ขอดังกล่าวในวรรคก่อน ให้แจ้งด้วยว่าผู้ขอมีสิทธิอุทธรณ์หนังสือดังกล่าวได้ และให้นำระเบียบการอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารของหัวหน้าพนักงานอัยการตามข้อ 21 วรรค 7, 8 และ 9 มาใช้บังคับโดยอนุโลม


ส่วนที่ 5
อัยการกับการสอบสวน

ข้อ 25 (พนักงานอัยการกับการสอบสวน)

การให้คำแนะนำปรึกษาในการสืบสวนและสอบสวน การเข้าร่วมในการสอบสวนตามที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องร้องขอ เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่พนักงานอัยการที่พึงกระทำ ทั้งนี้ เพื่อให้การสอบสวนมีประสิทธิภาพ เป็นการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

- 13 -

ข้อ 26 (การให้คำแนะนำปรึกษาและเข้าร่วมสอบสวน)

ในกรณีหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา ได้ขอความร่วมมือพนักงานอัยการให้คำแนะนำปรึกษาเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวน หรือขอให้เข้าร่วมในการสอบสวนนั้น พนักงานอัยการพึงให้คำแนะนำปรึกษาหรือเข้าร่วมในการสอบสวน แล้วทำบันทึกเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงอัยการสูงสุดเพื่อทราบ

ข้อ 27 (กรณีพนักงานสอบสวนบกพร่องหรือไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง)

ในการดำเนินคดีอาญา ถ้าพนักงานอัยการไม่ได้รับความร่วมมือหรือพบข้อบกพร่องของพนักงานสอบสวนอันอาจทำให้คดีเสียหายได้ พนักงานอัยการอาจแนะนำพนักงานสอบสวนโดยตรงหรือทำหนังสือชี้แจงข้อบกพร่องและวิธีแก้ไขหรือป้องกัน โดยทำเป็นความเห็นเสนอไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดหรือสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อแจ้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่พนักงานสอบสวนเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานอัยการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้หัวหน้าพนักงานอัยการแจ้งหัวหน้าพนักงานสอบสวนหรือทำความเห็นเสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดี เพื่อแจ้งหน่วยงานต้นสังกัดของพนักงานสอบสวน


ส่วนที่ 6
การสอบสวนและการดำเนินคดี
เกี่ยวกับความผิดที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย

ข้อ 28 (การร่วมสอบสวนในคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำลง
นอกราชอาณาจักรไทย)

กรณีที่อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบในคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย และได้มอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานสอบสวนคนใดแล้ว หากอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้พนักงานอัยการในสำนักงานใดร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนดังกล่าว ให้พนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดมอบหมายดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) หารือร่วมกับพนักงานสอบสวนเพื่อวางแนวทางการสอบสวน โดยให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ปฏิบัติการ

- 14 -

(2) ร่วมสอบสวนพยานหรือผู้ต้องหา และเข้าร่วมในการรวบรวบพยาน-หลักฐานอื่นตามที่เห็นสมควร
(3) หากไม่เห็นพ้องด้วยกับการสอบสวนหรือการรวบรวมพยานหลักฐานใด ๆ ของพนักงานสอบสวน ให้รายงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา
(4) พิจารณาให้ความเห็นแก่พนักงานสอบสวนในกรณีที่พนักงานสอบสวนจะต้องใช้มาตรการบังคับกับบุคคลโดยการออกหมายอาญา เช่น หมายค้น หรือหมายจับ ยกเว้นในกรณีจำเป็นและเร่งด่วนซึ่งพนักงานสอบสวนไม่อาจขอความเห็นจากพนักงานอัยการได้
(5) รายงานผลการสอบสวนให้อัยการสูงสุดทราบเป็นระยะ

ข้อ 29 (การพิจารณาสั่งคดีเกี่ยวกับความผิดที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย)

ในกรณีที่อัยการสูงสุดมิได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เมื่อการสอบสวนคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยเสร็จสิ้นแล้ว ให้พนักงานอัยการในท้องที่ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาสั่งคดีตามอำนาจหน้าที่ แล้วรายงานให้อัยการสูงสุดทราบ

ข้อ 30 (วิธีปฏิบัติกรณีจะมีคำสั่งไม่ฟ้อง ไม่อุทธรณ์ หรือไม่ฎีกา)

คดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย หากจะมีคำสั่งไม่ฟ้อง ไม่อุทธรณ์ หรือไม่ฎีกา ทุกข้อหาหรือบางข้อหา ให้พนักงานอัยการทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นถึงอธิบดีผู้รับผิดชอบ แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาสั่ง

ข้อ 31 (การรายงานผลคดี)

เมื่อศาลมีคำพิพากษาในคดีความผิดตามความในส่วนนี้ ให้พนักงานอัยการส่งสำเนาคำพิพากษาแต่ละชั้นศาลและรายงานให้อัยการสูงสุดทราบโดยเร็ว


หมวดที่ 2
การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน


ส่วนที่ 1
การปล่อยชั่วคราว


- 15 -

ข้อ 32 (หลักการในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล)

การกระทำของรัฐที่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐ จะกระทำได้ต่อเมื่อกรณีมีความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น เหตุนี้การคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลย ตามปกติจักต้องพิจารณาว่าเป็นกรณีที่ น่าเชื่อว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือไม่ด้วย ฉะนั้น หากกรณีคดีมีหลักฐานตามสมควรว่า การกระทำของผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นความผิดร้ายแรง หรือเป็นที่น่าเชื่อว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือกรณีคดีมีหลักฐานตามสมควรว่า การกระทำของผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นความผิดและมีเหตุอื่นที่จำเป็นและสมควรก็จะเป็นกรณีที่ต้องนำเหตุดังกล่าวมาพิจารณาว่าจำเป็นต้องคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยเพื่อดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ด้วยเช่นกัน
ในการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา พนักงานอัยการต้องพิจารณาถึงความจำเป็นในการที่จะเอาตัวบุคคลนั้นไว้ในอำนาจรัฐ ตามนัยดังกล่าวมาแล้วในวรรคหนึ่ง โดยพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยกับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลซึ่งขัดแย้งกัน หากเห็นว่าสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะถูกกระทบเกินความจำเป็นหรือเกินสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าไม่มีพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไม่มีเหตุอื่นที่จำเป็นและสมควรแล้ว พนักงานอัยการต้องปล่อยตัวบุคคลหรืออนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวตามคำร้องขอเสมอ

ข้อ 33 (การพิจารณาและสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว)

ในการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา พนักงานอัยการต้องพิจารณาโดยไม่ชักช้า
หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้สั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยจะต้องบันทึกเหตุผลในการสั่งไว้ให้ชัดเจน ในกรณีสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว พนักงานอัยการต้องแจ้งผลการพิจารณาพร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ร้องขอปล่อยชั่วคราวทราบโดยเร็ว
ความผิดลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือความผิดอื่นที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจควบคุมผู้ต้องหา พนักงานอัยการจะสั่งควบคุมผู้ต้องหาไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้ต้องหาลงลายมือชื่อรับทราบวันและเวลานัดเพื่อมาพบพนักงานอัยการตามกำหนด หากไม่ลงลายมือชื่อให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน
ในการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี ขึ้นไป พนักงานอัยการพึงตระหนักว่า กฎหมายมิได้บัญญัติให้ต้องมีหลักประกันด้วยเสมอไป

- 16 -

ในการปล่อยชั่วคราวโดยมีประกัน ต้องทำสัญญาประกันตามแบบที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด ในการกำหนดจำนวนเงินในสัญญาประกันหรือเรียกหลักประกัน พนักงานอัยการจะกำหนดจำนวนเงินหรือเรียกหลักประกันจนเกินควรแก่กรณีมิได้
หลักทรัพย์ตามมาตรา 114 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หมายความถึง หลักทรัพย์ทุกชนิด เช่น ที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง พันธบัตร สลากออมสิน ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารเป็นผู้จ่ายและผู้จ่ายได้รับรองตลอดไป ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารเป็นผู้ออกตั๋ว เช็คที่ธนาคารเป็นผู้สั่งจ่ายหรือรับรอง หนังสือรับรองของธนาคารหรือหนังสือรับรองของบริษัทประกันภัยที่รับรองว่าจะชำระเงินตามจำนวนที่ระบุในสัญญาประกันแทนผู้ประกันในกรณีผิดสัญญาประกัน เป็นต้น
การฝาก การจ่าย การถอนหรือคืนเงินสด ซึ่งเป็นหลักประกันให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการนั้น ส่วนหนังสือสำคัญอย่างอื่น เอกสารสิทธิตามกฎหมาย ที่ดิน หรือเอกสารหลักทรัพย์อื่น ให้เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัย หากไม่มีตู้นิรภัยให้เก็บรักษาไว้ในสถานที่เห็นสมควร

ข้อ 34 (การประกันด้วยบุคคลโดยไม่มีหลักประกัน)

การพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกัน ให้พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ร้องจากอาชีพ สถานภาพ ชื่อเสียงทางสังคมหรือคุณสมบัติอื่น ๆ ของผู้ร้อง
ผู้ต้องหามีสิทธิร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกันได้ด้วย

ข้อ 35 (กรณีหน่วยงานของรัฐขอปล่อยชั่วคราว)

ในกรณีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาเนื่องมาจากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ หากหน่วยงานของรัฐหรือผู้รับมอบอำนาจ ร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวด้วยบุคคล แทนการนำเงินสดหรือหลักทรัพย์มาวางประกัน ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาให้ความร่วมมือ

ข้อ 36 (การใช้หลักประกันเดิมในการปล่อยชั่วคราว)

ในจังหวัดอื่นนอกเขตกรุงเทพมหานคร หากมีการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน โดยมีการวางเงินสดหรือหลักทรัพย์อื่นเป็นประกันต่อพนักงานสอบสวนและยังไม่ได้รับหลักประกันคืน แล้วต่อมาผู้ต้องหาหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อพนักงานอัยการ โดยขอให้ถือเอาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นหลักประกัน เมื่อเห็นเป็นการสมควร หัวหน้าพนักงานอัยการอาจสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยถือว่าทรัพย์สินนั้นเป็นหลักประกันในชั้นพนักงานอัยการได้ เมื่อมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้ว ให้หัวหน้าพนักงานอัยการจัดการให้ได้หลักประกันดังกล่าวมาโดยเร็ว

- 17 -

ข้อ 37 (การปล่อยชั่วคราวชั้นศาล)

ในกรณีที่ศาลสอบถามพนักงานอัยการว่าจะคัดค้านการขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือไม่ประการใด ให้พนักงานอัยการพิจารณาแถลงตามหลักการในข้อ 32
หากเห็นเป็นการสมควร พนักงานอัยการจะบรรยายในคำฟ้องว่า จะคัดค้านการขอปล่อยชั่วคราวจำเลยหรือไม่ โดยพิจารณาข้อเท็จจริงตามหลักการในข้อ 32 ก็ได้
ในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนถูกฟ้องในความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปี ให้พนักงานอัยการบรรยายในคำฟ้องด้วยว่า จะคัดค้านการขอปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างการพิจารณาหรือไม่ประการใด ในกรณีที่คัดค้านให้ระบุเหตุแห่งการคัดค้านไว้ด้วย ทั้งนี้ ให้คำนึงผลเสียหายแก่รูปคดี การคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กหรือเยาวชนที่ถูกฟ้องด้วยเสมอ

ข้อ 38 (การอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว)

การอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวของหัวหน้าพนักงานอัยการ ให้อุทธรณ์ไปยังอธิบดี
การยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จะยื่นต่อหัวหน้าพนักงานอัยการ หรือยื่นโดยตรงต่ออธิบดีก็ได้
ให้หัวหน้าพนักงานอัยการรีบส่งคำอุทธรณ์ที่ได้รับไปยังอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็ว และให้นำความในข้อ 33 วรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
คำสั่งของอธิบดีให้เป็นที่สุด

ข้อ 39 (การพิจารณาสำนวนคดีอาญาที่มีการปล่อยชั่วคราวครบกำหนด 6 เดือน)

สำนวนคดีอาญาที่มีการปล่อยชั่วคราวโดยพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการโดยมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกัน หากสำนวนคดีดังกล่าวใกล้ครบกำหนด 6 เดือน ให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลขอให้ขังผู้ต้องหาต่อไปตามมาตรา 113 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เฉพาะแต่ในกรณีที่คดีมีหลักฐานตามสมควรว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดอาญาร้ายแรง หรือมีหลักฐานตามสมควรว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นตามนัยมาตรา 66 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 237 เท่านั้น แต่ถ้าพนักงานอัยการจะไม่ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ขังผู้ต้องหา ก็ให้ขอความเห็นชอบจากอธิบดี

- 18 -

ข้อ 40 (การพิจารณากรณีผิดสัญญาประกัน)

ในกรณีผิดสัญญาประกัน ถ้าเห็นสมควรหัวหน้าพนักงานอัยการจะลดหรืองดค่าปรับก็ได้ แล้วรายงานตามลำดับชั้นถึงอธิบดี
การลดค่าปรับดังกล่าวในวรรคก่อน ควรปรับไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของจำนวนตามสัญญาบวกด้วยค่าใช้จ่ายในกรณีที่อาจมีการดำเนินคดี


ส่วนที่ 2
การดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

ข้อ 41 (หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ)

อนุสนธิหลักการในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามนัยข้อ 32 พนักงานอัยการมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
เมื่อความปรากฏต่อพนักงานอัยการเองหรือจากการร้องขอว่าบุคคลใดถูกเอาตัวไว้ในอำนาจรัฐโดยมิชอบ หรือโดยผู้นั้นไม่จำต้องยอม พนักงานอัยการต้องรีบดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ข้อ 42 (วิธีปฏิบัติเบื้องต้น)

เมื่อมีกรณีที่จะต้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามข้อ 41 กล่าวคือ เมื่อปรากฏว่าไม่จำเป็นต้องขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ระหว่างสอบสวนตามนัยมาตรา 72 (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือบุคคลใดต้องถูกควบคุม ขัง หรือจำคุกโดย ผิดกฎหมาย หรือถูกจำคุกผิดจากคำพิพากษาของศาล หรือบุคคลใดถูกควบคุม หรือขังโดยบุคคลอื่นโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายตามนัยมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้ ไม่ว่ากรณีจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังจากที่พนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนหรือได้มีการสอบสวนเรื่องนั้นหรือไม่ ให้หัวหน้าพนักงานอัยการสั่งจ่ายเรื่องให้พนักงานอัยการ คนใดคนหนึ่งดำเนินการโดยไม่ชักช้า และจัดลงสารบบคดีเป็นคดีประเภทคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

ข้อ 43 (การตรวจสอบข้อเท็จจริง)

เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาดำเนินการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพต่อไป ให้พนักงานอัยการดำเนินการตรวจสอบโดย


- 19 -

(1) แจ้งให้บุคคลที่เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องมาพบพนักงานอัยการแล้วสอบปากคำไว้
(2) ถ้าจำเป็นให้ออกหมายเรียกบุคคลที่เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำต่อพนักงานอัยการ ตามความในมาตรา 13 และมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498
(3) ดำเนินการอื่นใดตามที่เห็นสมควร
การบันทึกคำให้การหรือบันทึกอื่นใดตามความในข้อนี้ ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 9 มาตรา 11 มาตรา 12 และมาตรา 13 โดยอนุโลม
บุคคลผู้ถูกคุมขังหรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง มีสิทธิยื่นคำร้องขอตามหมวดนี้

ข้อ 44 (อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและสั่งสำนวน)

เมื่อพนักงานอัยการได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจนสิ้นกระแสความแล้ว ให้พิจารณาทำความเห็นเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการ เพื่อสั่งยื่นคำร้องหรือสั่งยุติเรื่องแล้วแต่กรณี

ข้อ 45 (การดำเนินการตามมาตรา 72(2))

เมื่อพนักงานอัยการเห็นว่า เป็นกรณีจะต้องดำเนินการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามมาตรา 72(2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะไม่มีความจำเป็นต้องขังบุคคลไว้ระหว่างสอบสวน ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายปล่อยผู้ต้องหาไปทันที
กรณีที่ไม่มีความจำเป็นต้องขังบุคคลไว้ระหว่างสอบสวน เช่น ไม่มีพฤติการณ์ว่าจะหลบหนีและจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน อีกทั้งไม่มีพฤติการณ์ว่าจะก่ออันตรายโดยไปกระทำความผิดซ้ำ

ข้อ 46 (การดำเนินการคุ้มครองบุคคลผู้ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย)

เมื่อพนักงานอัยการเห็นว่า เป็นกรณีจะต้องดำเนินการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 240 เพราะบุคคลต้องถูกคุมขังโดยผิดกฎหมาย หรือถูกจำคุกผิดจาก
คำพิพากษา หรือบุคคลถูกคุมขังโดยบุคคลอื่นโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปล่อย

- 20 -

ข้อ 47 (การสั่งยุติเรื่อง)

ในกรณีที่ข้อเท็จจริงไม่มีมูลเพียงพอที่จะดำเนินการตามข้อ 45 หรือข้อ 46 ให้หัวหน้าพนักงานอัยการสั่งยุติเรื่องและเสนออธิบดีเพื่อทราบ แล้วแจ้งให้ผู้ร้องทราบด้วย
คำสั่งยุติเรื่องของพนักงานอัยการตามวรรคหนึ่ง ไม่ตัดสิทธิที่จะร้องขอต่อผู้บังคับบัญชาของพนักงานอัยการให้ทบทวนคำสั่งนั้น


ส่วนที่ 3
การร้องขอความเป็นธรรม

ข้อ 48 (การสั่งคดีกรณีร้องขอความเป็นธรรม)

เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควร หรือผู้เสียหาย หรือผู้ต้องหา หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องในคดีร้องขอ พนักงานอัยการอาจสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม หรือสั่งให้ส่งพยานมาเพื่อซักถามเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคดีก็ได้
คดีที่มีการร้องขอความเป็นธรรม ให้พนักงานอัยการทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง เมื่ออธิบดีมีคำสั่งประการใดให้ปฏิบัติตามนั้น
กรณีดังกล่าวในวรรคก่อน หากเป็นกรณีที่ต้องกลับความเห็นหรือกลับคำสั่งเดิม ให้นำความในข้อ 6 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม


หมวดที่ 3
การตรวจพิจารณาสำนวนและการใช้ดุลพินิจ


ส่วนที่ 1
บททั่วไป

ข้อ 49 (การตรวจพิจารณาสำนวน)

ในการพิจารณาสำนวน พนักงานอัยการต้องให้ความสำคัญกับสำนวนทุกประเภท ต้องพิจารณาและสั่งสอบสวนให้เสร็จสิ้นกระแสความ ด้วยความรอบคอบและรวดเร็ว แล้วจึงมีความเห็นและคำสั่ง

- 21 -

ข้อ 50 (ผู้รับผิดชอบการดำเนินคดี)

การออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการผู้มีอำนาจดำเนินคดีนั้น
ส่วนการลงนามในคำฟ้อง เป็นอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าพนักงานอัยการ เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วน ให้พนักงานอัยการผู้มีอาวุโสถัดลงมามีอำนาจลงนามในคำฟ้อง
ในกรณีที่มีคำสั่งตั้งคณะทำงานเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินคดี ให้หัวหน้าคณะทำงานหรือผู้ที่คณะทำงานมอบหมายเป็นผู้ลงนามในคำฟ้อง

ข้อ 51 (อำนาจหน้าที่ของอัยการชั้น 5 และชั้น 6)

อัยการชั้น 5 และอัยการชั้น 6 ผู้ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าพนักงานอัยการ เมื่อได้รับมอบหมายให้พิจารณาสำนวนคดีใด ให้มีอำนาจดำเนินคดีนั้นได้เช่นเดียวกับหัวหน้าพนักงานอัยการ และเมื่อสั่งคดีแล้ว ให้เสนอหัวหน้าพนักงานอัยการเพื่อทราบ กรณีมีคำสั่งฟ้องให้เสนอความเห็นและคำสั่งพร้อมด้วยร่างคำฟ้อง สำหรับกรณีมีคำสั่งให้รับแก้ต่างคดีอาญา หากต้องยื่นคำให้การให้เสนอร่างคำให้การด้วย
การเสนอเพื่อทราบ ให้เสนอก่อนยื่นคำฟ้องหรือคำให้การ เมื่อหัวหน้าพนักงานอัยการมีความเห็นและคำสั่งประการใดให้ปฏิบัติตามนั้น
กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ไม่อาจเสนอเพื่อทราบก่อนยื่นคำฟ้องหรือคำให้การ เช่น คดีจะขาดอายุความฟ้องร้อง หรือเหตุอื่นที่อาจทำให้เกิดความเสียหาย ให้เสนอเพื่อทราบภายหลังยื่นคำฟ้องหรือคำให้การโดยเร็ว

ข้อ 52 (อำนาจหน้าที่ของอัยการชั้น 1 ถึงชั้น 4)

อัยการชั้น 4 ผู้ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าพนักงานอัยการ เมื่อได้รับมอบหมายให้พิจารณาสำนวนคดีใด ให้ตรวจพิจารณาสำนวนแล้วทำความเห็นเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาสั่ง เว้นแต่คดีนั้นมีอัตราโทษแต่ละฐานความผิดจำคุกอย่างสูงไม่ถึงสิบปี และหรือมีโทษปรับไม่ถึงสองหมื่นบาท ให้มีอำนาจสั่งคดีนั้นได้เช่นเดียวกับหัวหน้าพนักงานอัยการ แต่ต้องเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการเพื่อทราบทันที และให้นำความในข้อ 51 วรรคสองและวรรคสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม
อัยการชั้น 2 อัยการชั้น 3 เมื่อได้รับมอบหมายให้พิจารณาสำนวนคดีใด ให้ตรวจพิจารณาสำนวนแล้วทำความเห็นเสนอผู้กลั่นกรองงาน เพื่อทำความเห็นเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาสั่ง
สำนวนคดีปรากฏผู้ต้องหาที่ส่งตัวมา ถ้าเห็นควรสั่งฟ้องให้เสนอร่างคำฟ้องด้วย


- 22 -

สำนวนคดีดังต่อไปนี้ หากมิใช่คดีที่เห็นควรมีคำสั่งไม่ขอริบของกลาง และคดีที่มีความสำคัญตามข้อ 53 ให้ผู้กลั่นกรองงานพิจารณาสั่งคดีไปได้โดยไม่ต้องเสนอความเห็นต่อหัวหน้าพนักงานอัยการ ได้แก่
(1) สำนวนคดีฟ้องด้วยวาจา
(2) สำนวนคดีปรากฏผู้ต้องหาที่ไม่ได้ส่งตัวมา
(ก) คดีที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ซึ่งพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนและผู้กลั่นกรองงานเห็นควรสั่งฟ้อง
(ข) คดีที่พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบ ในกรณีเห็นว่าการเปรียบเทียบชอบ
(3) สำนวนคดีไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด เฉพาะกรณีสั่งให้งดการสอบสวน
กรณีที่จะมอบหมายให้มีผู้กลั่นกรองงานมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป ให้หัวหน้าพนักงานอัยการมอบหมายพนักงานอัยการ โดยคำนึงถึงลำดับอาวุโสและความเหมาะสม แล้วรายงานให้อธิบดีทราบ
ในการสั่งจ่ายสำนวน ให้หัวหน้าพนักงานอัยการระบุชื่อผู้กลั่นกรองงานในการสั่งจ่ายสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการด้วย
อัยการชั้น 1 ให้หัวหน้าพนักงานอัยการสั่งจ่ายสำนวนคดีที่เหมาะสมกับสถานภาพ โดยระบุชื่อพนักงานอัยการผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้ร่วมตรวจสำนวนด้วย ทั้งนี้ เมื่ออัยการชั้น 1 ตรวจสำนวนแล้ว ให้ทำความเห็นเสนอพนักงานอัยการผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่

ข้อ 53 (การพิจารณาคดีสำคัญ)

คดีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้มีอิทธิพล หรือคดีที่ประชาชนสนใจ หรือคดีความผิดบางประเภทที่รัฐมีนโยบายป้องกันและปราบปรามเป็นพิเศษ ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดได้แจ้งให้ทราบเพื่อถือปฏิบัตินั้น ในกรณีที่จะมีคำสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหาหรือบางข้อหา ให้ทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง เมื่ออธิบดีมีคำสั่งประการใดให้ปฏิบัติตามนั้น

ข้อ 54 (การออกคำสั่งกรณีสิทธิฟ้องคดีอาญาระงับ)

ในการพิจารณาสำนวนการสอบสวน ให้พนักงานอัยการพิจารณาเรื่องเงื่อนไขระงับคดีก่อน และพนักงานอัยการพึงระมัดระวังในเรื่องเงื่อนไขระงับคดีตลอดเวลาการดำเนินคดี
เงื่อนไขระงับคดีตามข้อนี้ คือ
(1) ผู้กระทำความผิดถึงแก่ความตาย
(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
- 23 -

(3) ในคดีที่มีโทษปรับสถานเดียว เมื่อผู้กระทำความผิดยินยอมเสียค่าปรับในอัตราอย่างสูงสำหรับความผิดนั้นแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนศาลพิจารณา
(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง
(5) เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น
(6) เมื่อคดีขาดอายุความ
(7) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ
(8) เมื่อคดีเป็นความผิดต่อส่วนตัวและมิได้ร้องทุกข์ตามระเบียบ
(9) เมื่อคดีเป็นความผิดต่อส่วนตัวและผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้ว ไม่ว่าจะได้ยื่นฟ้องก่อนหรือหลังจากที่พนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวน และไม่ว่าคดีที่ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วนั้นศาลจะพิพากษาแล้วหรือไม่
(10) เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีนั้นแล้ว และไม่มีหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้
ในกรณีที่คดีใดมีเงื่อนไขระงับคดีดังกล่าวในวรรคสอง ให้พนักงานอัยการสั่งคดีว่า “ "ยุติการดำเนินคดีเพราะ...(ระบุเงื่อนไขระงับคดี)... "” โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
การสั่งยุติการดำเนินคดีดังกล่าวในวรรคสาม ให้พนักงานอัยการผู้มีอำนาจดำเนินคดีเป็นผู้พิจารณาสั่ง แล้วเสนอสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาถัดขึ้นไปหนึ่งชั้นทราบโดยเร็ว
เพื่อประโยชน์ในการสั่งคดีตามข้อนี้ พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งสอบสวนเพิ่มเติมหรือสั่งให้ส่งพยานมาเพื่อซักถามได้
เมื่อมีคำสั่งยุติการดำเนินคดีตามข้อนี้แล้ว ให้พนักงานอัยการแจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดีแก่พนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งให้ผู้ต้องหาและผู้ร้องทุกข์ทราบโดยเร็ว
ถ้าความปรากฎภายหลังว่าเหตุในการออกคำสั่งไม่ถูกต้อง ให้หัวหน้าพนักงานอัยการทำความเห็น แล้วส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปให้อธิบดีเป็นผู้พิจารณาสั่งเพิกถอนคำสั่งนั้น เว้นแต่อธิบดีเป็นผู้ออกคำสั่ง ให้ทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นไปให้อัยการสูงสุดหรือ รองอัยการสูงสุดผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณาสั่ง

ข้อ 55 (การออกคำสั่งกรณีสิทธิฟ้องคดีอาญาระงับไปในชั้นศาล)

ถ้าความปรากฎแก่พนักงานอัยการว่า สิทธิฟ้องคดีอาญาได้ระงับตามข้อ 54 ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ให้พนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้นหรืออัยการศาลสูงแถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ศาลทราบ

- 24 -

ถ้าความปรากฎต่อศาลเองว่า สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับหรือตามที่พนักงานอัยการได้แถลงตามวรรคหนึ่ง และศาลได้สอบถามพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้นเป็นผู้แถลงข้อเท็จจริงให้ศาลทราบ
ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี โดยอ้างเหตุสิทธินำคดีอาญามาฟ้องได้ระงับตามข้อ 54 ถ้าเป็นกรณีตามข้อ 54 (1) (2) (3) และ (4) ให้หัวหน้าพนักงานอัยการ อัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงหรืออัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงเขต แล้วแต่กรณี เป็นผู้พิจารณาสั่งยุติการดำเนินคดี ทั้งนี้ โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ถ้าเห็นว่ามิใช่กรณีตามข้อ 54 ดังกล่าว ก็ให้อุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป

ข้อ 56 (หลักการทั่วไปในการตรวจพิจารณาสำนวน)

พนักงานอัยการต้องตรวจความถูกต้องของสำนวนการสอบสวน และพิจารณาสั่งสำนวนโดยละเอียดรอบคอบ
พนักงานอัยการต้องทำความเห็นในสำนวนการสอบสวน โดยมีรายละเอียดดังนี้
(1) ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากการสอบสวน โดยระบุวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
(2) การพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนว่าเป็นพยานหลักฐานซึ่งน่าจะพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาได้หรือไม่ เช่น พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ รวมทั้งคำให้การของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน
(3) แนวทางการดำเนินคดีจากพยานหลักฐาน คำรับสารภาพ และข้อกฎหมายจะทำให้ศาลลงโทษได้หรือไม่
(4) คำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องตามข้อหาและบทกฎหมายใด การขอเพิ่มโทษ การขอบวกโทษ การนับโทษต่อจากคดีอื่น และคำสั่งเกี่ยวกับของกลางในคดี รวมทั้งจะใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยได้หรือไม่
ในกรณีที่สำนวนการสอบสวนมีทั้งปรากฏตัวผู้กระทำความผิด และไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด ให้ถือว่าเป็นสำนวนปรากฏตัวผู้กระทำความผิด พนักงานอัยการไม่ต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด

ข้อ 57 (การสั่งคดีสำหรับผู้ต้องหาที่ยังเรียกหรือจับตัวไม่ได้)

ในคดีที่พนักงานอัยการเห็นว่า ควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ยังเรียกหรือจับตัวไม่ได้ตามมาตรา 141 วรรคท้าย แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้ทำความเห็นว่า “ควรสั่งฟ้อง...(ระบุชื่อผู้ต้องหา ข้อหา และบทกฎหมาย)...แต่ยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหา ให้แจ้ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัด จัดการให้ได้ตัวมาภายในอายุความ...ปี ” และ
- 25 -

เมื่อได้ตัวผู้ต้องหาแล้ว ให้พนักงานอัยการสั่งให้มีการแจ้งข้อหาและสอบสวนผู้ต้องหานั้นให้เรียบร้อยเสียก่อน
กรณีตามวรรคหนึ่ง หากคดีอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการจังหวัดที่มิได้ตั้งอยู่ ณ ตัวจังหวัด หรือสำนักงานอัยการคดีศาลแขวง ให้พนักงานอัยการแจ้งนายอำเภอหรือ ผู้รักษาการแทนนายอำเภอซึ่งสำนักงานอัยการตั้งอยู่ในเขตอำเภอนั้นเป็นผู้จัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีภายในอายุความ
เมื่อได้สอบสวนผู้ต้องหาตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้พนักงานอัยการมีคำสั่งตามมาตรา
143 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ข้อ 58 (การทบทวนความเห็นหรือคำสั่ง)

ในคดีที่มีผู้ต้องหาหลายคน กระทำความผิดในคดีเดียวกัน และได้ฟ้องผู้ต้องหาบางคนที่ได้ตัวไว้แล้ว แต่ศาลพิพากษายกฟ้องในเหตุลักษณะคดีและคดีเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว ให้พนักงานอัยการทบทวนความเห็นหรือคำสั่งสำหรับผู้ต้องหาที่ยังเรียกหรือจับตัวไม่ได้ หรือที่ยังไม่ได้ยื่นฟ้อง และให้นำความในข้อ 6 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ 59 (การสั่งคดีความผิดหลายฐานซึ่งเกี่ยวพันกัน)

กรณีที่พนักงานอัยการได้รับสำนวนคดีอาญาที่มีความผิดหลายฐานซึ่งเกี่ยวพันกัน ให้พนักงานอัยการประจำศาลที่มีอำนาจสั่งคดีในฐานความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่า มีอำนาจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องทุกข้อหาที่ต่างฐานกันนั้นได้ ในกรณีที่มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหา ให้พนักงานอัยการที่มีหน้าที่ดำเนินคดีฟ้องผู้ต้องหาในฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูงกว่าดำเนินการฟ้องผู้ต้องหาในฐานความผิดที่มีอัตราโทษต่ำกว่ารวมไปด้วยเป็นคดีเดียวกันโดยไม่ต้องแยกฐานความผิดที่มีอัตราโทษต่ำกว่าไปให้สำนักงานอัยการอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการฟ้องเป็นสำนวนคดีใหม่อีก เว้นแต่พนักงานอัยการที่มีอำนาจสั่งคดีดังกล่าวจะสั่งไม่ฟ้องเฉพาะฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูง และทำให้คดีความผิดฐานอื่นซึ่งเกี่ยวพันกันต้องไปดำเนินคดีที่ศาลอื่นที่มีเขตอำนาจ กรณีเช่นนี้เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูงแล้ว ให้ส่งสำนวนคดีสำหรับข้อหาดังกล่าวไปให้พนักงานสอบสวนนำส่งพนักงานอัยการประจำศาลอื่นนั้นเป็นผู้ดำเนินคดีตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22
แต่ถ้าสำนวนการสอบสวนดังกล่าวในวรรคหนึ่ง เป็นสำนวนประเภทรู้ตัวผู้กระทำความผิดและพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหาแล้ว ให้ปฏิบัติเกี่ยวกับการคืนสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ต้องหาให้แก่พนักงานสอบสวนดังนี้


- 26 -

(1) สำนวนการสอบสวนที่ผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นพนักงานอัยการ หากระยะเวลาการปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวตามสัญญาประกันยังไม่สิ้นสุดลง ให้พนักงานอัยการคืนสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ต้องหา เพื่อให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดี ณ สำนักงานอัยการที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคดีนั้นต่อไป แต่ถ้าระยะเวลาการปล่อยตัวชั่วคราวตามสัญญาประกันได้สิ้นสุดลงในระหว่างการดำเนินการของพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการโอนสำนวนการสอบสวนดังกล่าวไปยังสำนักงานอัยการที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาคดีในข้อหานั้น ๆ เพื่อดำเนินการต่อไปโดยไม่ต้องส่งสำนวนคืนพนักงานสอบสวน
(2) สำนวนการสอบสวนที่ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจควบคุมหรือขังของศาล หากผู้ต้องหาได้พ้นจากอำนาจควบคุมหรือขังของศาลในระหว่างการดำเนินการของพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการโอนสำนวนการสอบสวนดังกล่าวไปยังสำนักงานอัยการที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาคดีในข้อหานั้น ๆ เพื่อดำเนินการต่อไป โดยไม่ต้องส่งสำนวนการสอบสวนคืนพนักงานสอบสวน แต่ถ้าผู้ต้องหายังอยู่ในอำนาจควบคุมหรือขังของศาล ให้พนักงานอัยการคืนสำนวนการสอบสวนเพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการส่งสำนวนการสอบสวนไปยังสำนักงานอัยการที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาคดีในข้อหานั้น ๆ ต่อไป
เมื่อมีการโอนสำนวนกันภายในไปยังสำนักงานอัยการอีกแห่งหนึ่งตาม (1) และ (2) ให้สำนักงานอัยการที่รับโอนสำนวนลงสารบบรับความอาญาปรากฏผู้ต้องหาที่ส่งตัวมา (ส.1) เช่นเดียวกับสำนักงานอัยการแห่งแรก โดยให้มีหมายเหตุระบุไว้ให้ชัดเจนว่าเป็นสำนวนที่รับโอนมาจากสำนักงานใด
หากสำนักงานอัยการใดมีปัญหาโต้แย้งเกี่ยวกับการโอนสำนวนการสอบสวน ให้เสนอเรื่องพร้อมสำนวนให้อธิบดีที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณีเพื่อพิจารณาและประสานงานกัน หากอธิบดีที่เกี่ยวข้องไม่สามารถพิจารณาให้เป็นที่ยุติได้ ให้เสนอเรื่องพร้อมสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาชี้ขาดต่อไป

ข้อ 60 (การสั่งคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ)

เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนที่มีผู้ต้องหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้พิจารณาด้วยว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือไม่ หากเป็นกรณีเกี่ยวพันกัน ให้พนักงานอัยการส่งสำนวนคืนพนักงานสอบสวน เพื่อส่ง เรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


- 27 -

ข้อ 61 (การสั่งคดีที่ฐานความผิดเป็นประเภทเดียวกัน)

ในคดีที่ฐานความผิดเป็นประเภทเดียวกัน เช่น ฐานทำร้ายร่างกายกับฐานทำร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัส ฐานลักทรัพย์กับฐานชิงทรัพย์ ถ้าพนักงานอัยการสั่งฟ้องในฐานความผิดที่มีอัตราโทษสูงกว่า เช่น สั่งฟ้องผู้ต้องหาฐานทำร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัส หรือสั่งฟ้องผู้ต้องหาฐานชิงทรัพย์เช่นนี้ พนักงานอัยการไม่ต้องสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาฐานทำร้ายร่างกายหรือฐานลักทรัพย์อีก

ข้อ 62 (การแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี)

เมื่อพิจารณาสำนวนการสอบสวนแล้ว เห็นว่าควรจะได้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีหรือบุคคลภายนอกอื่นที่พาดพิงถึง ให้หัวหน้าพนักงานอัยการทำความเห็นเสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง แล้วแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวนั้น หากพนักงานสอบสวนเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตาม ให้ทำความเห็นเสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดีเพื่อแจ้งหน่วยงานต้นสังกัดของพนักงานสอบสวน

ข้อ 63 (การดำเนินคดีผิดตัว)

หากปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีการจับกุม สอบสวน หรือฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยผิดตัว ให้พนักงานอัยการรีบดำเนินการเพื่อสั่งไม่ฟ้อง หรือถอนฟ้องคดีที่เกี่ยวกับผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้น ๆ โดยไม่ชักช้า

ข้อ 64 (การปฏิบัติในการส่งสำนวนที่มีความเห็นแย้ง)

เพื่อประโยชน์ในการประสานงานราชการ เพื่อรักษาความลับในสำนวน และเพื่อให้พนักงานอัยการได้มีโอกาสทราบว่าสำนวนได้ดำเนินการไปแล้วอย่างไร การส่งสำนวนที่มีความเห็นแย้งไปให้อัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาดในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง ไม่อุทธรณ์และไม่ฎีกาของพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการประจำสำนักงานอัยการจังหวัดที่ตั้งอยู่ ณ ตัวจังหวัดเป็นผู้จัดทำหนังสือนำส่งสำนวนแล้วให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนาม ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีสำนวนของสำนักงานอัยการจังหวัดที่ตั้ง ณ ตัวจังหวัดหรือนอกตัวจังหวัด และให้ส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดเจ้าของเรื่องเพื่อทราบด้วย
การทำหนังสือในนามผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวในวรรคก่อน กรณีสำนวนของสำนักงานอัยการคดีศาลแขวง สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด สำนักงานคดีศาลสูงเขตที่ตั้งอยู่ ณ ตัวจังหวัด ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการประจำสำนักงานนั้น ๆ


- 28 -

การส่งสำนวนที่มีความเห็นแย้งดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้จัดการคัดคำเบิกความชั้นศาล คำพิพากษาของศาลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมส่งไปพร้อมกับสำนวนทุกครั้ง และให้แจ้งไปด้วยว่าได้เตรียมคำฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาเพื่อยื่นศาลภายในกำหนดไว้แล้ว

ข้อ 65 (การปฏิบัติกรณีมีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องบางข้อหา)

ในคดีที่การกระทำของผู้ต้องหา เป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องในบางบท และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายได้มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ พนักงานอัยการพึงรอการฟ้องคดีไว้จนกว่าอัยการสูงสุดจะได้ชี้ขาดคดีนั้นแล้ว เว้นแต่คดีจะขาดอายุความหรือมีเหตุอย่างอื่นอันจำเป็นต้องรีบฟ้องตามความเห็นแย้งไปก่อน ตามมาตรา 145 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ข้อ 66 (อำนาจสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวน)

เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว และมีความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องตามมาตรา 140 มาตรา 141 หรือมาตรา 142 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ส่งไปพร้อมกับสำนวนยังพนักงานอัยการแล้ว พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมภายหลังได้อีก การที่จะสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 และในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาแล้วส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมคำสั่งเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อทำความเห็นแย้งตามมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติม หรือสั่งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าวสอบสวนเพิ่มเติมได้อีกเช่นกัน

ส่วนที่ 2
การแจ้งข้อหา

ข้อ 67 (การพิจารณาฐานความผิดและการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม)

การพิจารณาฐานความผิด ย่อมพิจารณาจากการกระทำที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหา พนักงานอัยการจะพิจารณาแต่เฉพาะฐานความผิดที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบและ มีความเห็นไว้เท่านั้นไม่ได้ หากการกระทำที่กล่าวหาเป็นความผิดฐานอื่นด้วย ให้พนักงานอัยการ

- 29 -

พิจารณาสั่งคดีในความผิดฐานอื่นนั้นด้วย แต่ก่อนสั่งคดีให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการในเรื่องการแจ้งข้อหาให้ครบถ้วนเสียก่อน
ในกรณีที่พนักงานอัยการเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาฐานอื่น ต่างจากความเห็นของพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินการให้มีการแจ้งข้อหาตามนัยวรรคหนึ่งเสียก่อน

ข้อ 68 (การแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกรณีฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษ)

ในกรณีที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาฐานใดฐานหนึ่ง เช่น ลักทรัพย์หรือรับของโจร และในกรณีนั้น พนักงานอัยการเห็นว่าอาจฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษผู้ต้องหาได้และพนักงานอัยการได้เลือกฟ้องดังกล่าว ให้ดำเนินการให้มีการแจ้งข้อหาตามนัย ข้อ 67 เสียก่อน


ส่วนที่ 3
การสั่งสอบสวนเพิ่มเติม

ข้อ 69 (การสอบสวนเพิ่มเติมก่อนมีความเห็นหรือคำสั่ง)

ก่อนมีความเห็นหรือคำสั่ง ให้พนักงานอัยการพิจารณาพยานหลักฐานในคดีให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิดหรือไม่ หากยังไม่แน่ชัดก็ให้สั่งสอบสวนเพิ่มเติม หรือสั่งให้ส่งพยานมาเพื่อซักถามตามรูปคดี
ในคดีที่แม้จะมีคำรับสารภาพของผู้ต้องหาอยู่แล้วก็ตาม ก็ควรพิจารณาพยานหลักฐานให้แน่ชัดเสียก่อนตามนัยแห่งวรรคหนึ่ง

ข้อ 70 (การสั่งให้ส่งพยานมาเพื่อซักถาม)

เมื่อผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องในคดีร้องขอต่อพนักงานอัยการว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการสอบสวนก็ดี หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าพยานให้การโดยไม่สมัครใจหรือให้การขัดต่อความจริงก็ดี หรือเมื่อมีเหตุอื่นที่เห็นสมควรและพนักงานอัยการเห็นว่าการซักถามพยานจะได้ความชัดแจ้งและรวดเร็วกว่าสอบสวนเพิ่มเติม ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนส่งพยานคนใดมาให้ซักถามก็ได้
ในการซักถามพยาน พนักงานอัยการจะต้องกระทำร่วมกับหัวหน้าพนักงานอัยการหรือพนักงานอัยการที่มีอาวุโสถัดจากหัวหน้าพนักงานอัยการลงมาตามลำดับ และในกรณีที่พนักงานสอบสวนประสงค์จะขอฟังการซักถามด้วยก็ให้เปิดโอกาสให้ฟังได้ ทั้งนี้ ให้พนักงานอัยการผู้ซักถามบันทึกถ้อยคำของพยานที่ซักถามตามแบบและวิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 และมาตรา 11 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยอนุโลม
- 30 -

ข้อ 71 (คดีวิธีการเพื่อความปลอดภัย)

ผู้ต้องหาในคดีใด อยู่ในข่ายเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัยที่ต้องฟ้องขอให้กักกัน หรืออยู่ในข่ายที่อาจขอให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่น ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมให้ได้ความว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัย หรือให้ได้ความว่าเป็นกรณีที่อาจขอให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่นได้ แล้วพิจารณาสั่งไปตามรูปคดี
การดำเนินการเกี่ยวกับการบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย ให้นำความในหมวดที่ 6 ของระเบียบนี้มาใช้บังคับ


ส่วนที่ 4
การดำเนินคดีและแจ้งผลเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลาง

ข้อ 72 (การเขียนความเห็นและคำสั่ง)

กรณีที่มีทรัพย์สินของกลางในคดี การเขียนความเห็นและคำสั่งทุกคดีที่มีทรัพย์สินของกลาง ให้พนักงานอัยการมีความเห็นเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางด้วยความละเอียดรอบคอบ โดยเขียนความเห็นให้ชัดเจนว่า ขอริบทรัพย์สินของกลางใด หรือไม่ขอริบทรัพย์สินของกลางใด เพราะเหตุใด หรือไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ด้วยเหตุใด พร้อมด้วยเหตุผลตามพยานหลักฐานในสำนวน และตามหลักเกณฑ์ในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ
คดีประเภทไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด ไม่ต้องมีความเห็นเกี่ยวกับทรัพย์สิน ของกลาง
ในการสั่งคดีความผิดที่เปรียบเทียบได้ และมีทรัพย์สินของกลางที่ต้องริบตามกฎหมายนั้น พนักงานอัยการต้องแนะนำพนักงานสอบสวนให้สอบถามผู้ต้องหาว่ายินยอมยกของกลางให้เป็นของรัฐหรือไม่ ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอม ให้ถือว่าการเปรียบเทียบไม่ชอบ และให้สั่งพนักงานสอบสวนส่งผู้ต้องหามาฟ้อง
สำนวนคดีที่มีผู้ต้องหาหลายคน แต่ยื่นฟ้องผู้ต้องหาบางคนไปก่อนและศาลได้พิพากษาริบทรัพย์สินของกลางและคดีถึงที่สุดแล้ว หากยื่นฟ้องผู้ต้องหาอื่นในภายหลัง ให้เขียนความเห็นเกี่ยวกับของกลางที่ศาลได้พิพากษาให้ริบดังกล่าวไว้ในสำนวนคดีหลังด้วย แต่ไม่ต้องขอให้ศาลพิพากษาริบของกลางนั้นอีก
ความเห็นและคำสั่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางในคดีสำคัญ หรือคดีความผิดบางประเภทที่รัฐมีนโยบายในการป้องกันและปราบปรามเป็นพิเศษ ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และแนวทางในการดำเนินคดีซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดได้แจ้งให้ทราบเพื่อถือปฏิบัติด้วย
- 31 -

ข้อ 73 (การบรรยายฟ้อง)

การบรรยายฟ้องคดีที่ขอริบทรัพย์สินของกลาง ต้องละเอียดชัดแจ้งครบถ้วน ตามหลักเกณฑ์ในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา และตามกฎหมายอื่นที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ และให้อ้างบทมาตราตามกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องริบทรัพย์สินของกลางให้ถูกต้องครบถ้วน อีกทั้งต้องมีคำขอให้ศาลพิพากษาริบของกลางไว้ด้วย ทั้งนี้ ให้สอดคล้องตรงกับความเห็นในสำนวน

ข้อ 74 (การสืบพยาน)

คดีที่ขอริบทรัพย์สินของกลาง หากจำเลยให้การปฏิเสธ ให้อ้างและนำพยานเข้าสืบต่อศาล ให้ได้ความครบถ้วนตามฟ้อง

ข้อ 75 (การคัดค้านขอคืนทรัพย์สินของกลาง)

กรณีมีผู้ยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินของกลางที่ศาลพิพากษาให้ริบในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ให้ยื่นคำร้องคัดค้าน ยื่นบัญชีพยานโดยระบุพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ และสำนวนคดีอาญาของศาลที่พิพากษาให้ริบของกลางไว้เป็นพยาน ให้ถามค้านพยานของผู้ร้อง และนำสืบหักล้างคำร้องและข้อนำสืบของผู้ร้อง
ในกรณีที่ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินของกลางแก่ผู้ร้อง ถ้าเห็นว่าเป็นการสมควรที่จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดตามหลักฐานคดี ก็ให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุดด้วย

ข้อ 76 (การอุทธรณ์-ฎีกา)

ในคดีที่ขอริบทรัพย์สินของกลาง หากศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ริบของกลาง ถ้ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาว่าให้ริบของกลาง ก็ให้ดำเนินคดีจนถึงที่สุด

ข้อ 77 (การแจ้งให้ปฏิบัติเกี่ยวกับของกลาง)

กรณีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาทุกคน หรือกรณีมีความเห็นไม่ขอริบทรัพย์สินของกลางใด เนื่องจากของกลางนั้นริบไม่ได้ตามกฎหมายหรือไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ และไม่จำเป็นที่จะต้องยึดของกลางนั้นไว้วินิจฉัยในคดีอีก ให้แจ้งผลเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางตามแบบพิมพ์ อ.ก.46 เพียงว่า ของกลางให้จัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 เท่านั้น โดยไม่ต้องรอจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
กรณีเสร็จคดีชั้นศาล ให้แจ้งผลเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว โดยให้แจ้งตามแบบพิมพ์ อ.ก.46 เมื่อพ้นกำหนดอุทธรณ์หรือฎีกา แล้วแต่กรณี

- 32 -

ส่วนที่ 5
การใช้ดุลพินิจในการสั่งไม่ฟ้อง

ข้อ 78 (หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้อง)

ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าการฟ้องคดีใดจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงแห่งชาติ หรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ ให้ทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อสั่ง

ข้อ 79 (การกันผู้ต้องหาเป็นพยาน)

ในกรณีที่พนักงานสอบสวนกันผู้ต้องหาซึ่งได้ร่วมกระทำผิดด้วยกันคนใดคนหนึ่งเป็นพยาน ให้พนักงานอัยการพิจารณาโดยรอบคอบ โดยคำนึงถึงว่าถ้าไม่กันผู้ต้องหาคนใดคนหนึ่งเป็นพยานแล้ว พยานหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอแก่การที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมดหรือไม่ และอาจแสวงหาพยานหลักฐานอื่นแทนเพื่อให้เพียงพอแก่การที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมดนั้นได้หรือไม่ ถ้อยคำของบุคคลนั้นรับฟังเป็นความสัตย์ได้เพียงใด รวมทั้งความคาดหมายในการที่ผู้นั้นจะเบิกความเป็นประโยชน์ในการพิจารณาหรือไม่ด้วย และพึงพิจารณากันผู้กระทำความผิดน้อยที่สุดเป็นพยาน
เมื่อพนักงานอัยการได้วินิจฉัยตามนัยแห่งวรรคหนึ่งแล้ว และพนักงานอัยการเห็นควรกันผู้ต้องหาคนใดคนหนึ่งเป็นพยาน ให้พนักงานอัยการออกคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหานั้น และเมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาดังกล่าวแล้ว ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนถ้อยคำผู้ที่กันไว้เป็นพยานนั้น เป็นพยานประกอบสำนวนต่อไป
การดำเนินคดีกับบุคคลที่ได้กันไว้เป็นพยานในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144, 149, 167 และ 201 ถ้าปรากฏว่าบุคคลใดเต็มใจให้การเป็นพยานในชั้นสอบสวน หรือเคยถูกอ้างเป็นพยานพนักงานอัยการโจทก์และได้เบิกความยืนยันการกระทำความผิดของเจ้าพนักงานผู้รับสินบนจนศาลพิพากษาลงโทษเจ้าพนักงานผู้นั้นและคดีถึงที่สุดแล้ว ให้พนักงานอัยการทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อสั่ง

ข้อ 80 (การสอบสวนผู้ต้องหาที่สั่งไม่ฟ้องเป็นพยาน)

ถ้าพนักงานอัยการเห็นสมควรให้สอบสวนผู้ต้องหาที่สั่งไม่ฟ้องบางคนเป็นพยาน ให้พนักงานอัยการสั่งพนักงานสอบสวน สอบสวนผู้นั้นภายหลังจากมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้ว

- 33 -

ข้อ 81 (วิธีปฏิบัติเมื่อมีคำสั่งไม่ฟ้อง)

ในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่ง เสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดตามความในมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่น
สำนวนที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องซึ่งต้องเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดตามความในมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่นนั้น หมายความตลอดถึงสำนวนที่ยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหามาฟ้อง ซึ่งพนักงานสอบสวนส่งมาตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 และมาตรา 142 นั้นด้วย แต่ไม่หมายถึงสำนวนที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบหรือพนักงานอัยการได้สั่งให้เปรียบเทียบตามมาตรา 142 วรรคท้าย และมาตรา 144 หรือสำนวนไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิดตามมาตรา 140 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ข้อ 82 (การปล่อยผู้ต้องหาที่สั่งไม่ฟ้อง)

ถ้าผู้ต้องหาถูกควบคุมหรือขังอยู่ เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว ให้พนักงานอัยการสั่งปล่อย หรือขอให้ศาลสั่งปล่อยผู้ต้องหาไป แล้วแต่กรณี

ข้อ 83 (กรณีผู้ต้องหาไม่สามารถต่อสู้คดีได้)

ในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่สามารถต่อสู้คดีได้ เพราะป่วยหนักหรือวิกลจริต หรือเหตุอื่นอันคล้ายคลึงกัน หากพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหานั้น ให้พนักงานอัยการรอการ ยื่นฟ้องผู้ต้องหานั้นต่อศาลไว้ก่อน จนกว่าเหตุนั้น ๆ จะได้หมดไป แล้วจึงให้ยื่นฟ้องผู้ต้องหานั้นต่อศาล

ข้อ 84 (การแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี)

คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีที่ต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาและผู้ร้องทุกข์ทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 146 หมายถึงคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีทั้งเรื่องสำหรับผู้ต้องหาแต่ละคน ให้พนักงานอัยการแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแก่พนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งให้ผู้ต้องหาและผู้ร้องทุกข์ทราบโดยเร็ว
กรณีผู้ต้องหาที่ยังจับตัวไม่ได้ หากมีความเห็นควรสั่งฟ้องบางข้อหาและมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องบางข้อหา การแจ้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดจัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหามาให้แจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบด้วยว่า พนักงานอัยการได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องข้อหาใด และมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในข้อหาใด และให้พนักงานอัยการระบุอายุความในข้อหาที่เป็นกระทงหรือบทหนักที่สุดที่ได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาแต่ละคนไว้ให้ชัดเจนด้วย

- 34 -

ส่วนที่ 6
คดีไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด

ข้อ 85 (การสั่งงดการสอบสวน)

การที่พนักงานอัยการจะสั่งงดการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 ให้กระทำต่อเมื่อเห็นว่าพนักงานสอบสวนได้สืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่โดยละเอียดรอบคอบแล้ว แต่ยังไม่สามารถรู้ตัวผู้กระทำผิดได้เท่านั้น
กรณีที่พนักงานอัยการเห็นชอบให้งดการสอบสวน ก็ให้สั่ง “ให้งดการสอบสวน””
กรณีที่พนักงานอัยการเห็นควรให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนต่อไป ก็ให้สั่ง “ให้ทำการสอบสวนต่อไป” โดยให้แจ้งเหตุผลและกำหนดประเด็นที่จะให้สอบสวนต่อไปไว้ด้วย
เมื่อพนักงานอัยการได้มีคำสั่งตามวรรคสองหรือวรรคสามแล้ว ให้สั่งคืนสำนวนการสอบสวนให้แก่พนักงานสอบสวน


ส่วนที่ 7
คดีเปรียบเทียบ

ข้อ 86 (หลักการปฏิบัติในคดีเปรียบเทียบ)

เมื่อได้รับสำนวนคดีเปรียบเทียบ ให้พนักงานอัยการตรวจพิจารณาและสั่งคดีให้เสร็จก่อนกำหนดหนึ่งเดือน
ถ้าการเปรียบเทียบชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการไม่ต้องแจ้งผลไปยังพนักงานสอบสวน และให้เป็นที่เข้าใจว่าถ้าพนักงานอัยการมิได้สั่งอย่างไรไปยังพนักงานสอบสวนภายในกำหนดหนึ่งเดือนแล้ว การเปรียบเทียบนั้นชอบ
ถ้าการเปรียบเทียบไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยคดีเกินอำนาจที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอื่นจะเปรียบเทียบต้องส่งตัวมาฟ้องก็ดี หรือผู้ต้องหาไม่มีความผิดสั่งไม่ฟ้องก็ดี หรือการเปรียบเทียบไม่ถูกต้องชอบธรรมด้วยประการใด ๆ ก็ดี ให้พนักงานอัยการแจ้งไปยังพนักงานสอบสวนภายในกำหนดหนึ่งเดือน
ถ้าการสั่งคดีจะต้องล่าช้ากว่าที่กำหนดโดยเหตุอื่นใด ซึ่งพนักงานสอบสวนไม่อาจทราบได้ ให้พนักงานอัยการแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบภายในกำหนดหนึ่งเดือน และเมื่อสั่งคดีถึงที่สุดประการใด ก็ให้แจ้งไปยังพนักงานสอบสวนเป็นราย ๆ ไปภายในเวลาอันสมควร เว้นแต่พนักงานสอบสวนจะได้ทราบทางอื่นแล้ว

- 35 -

กำหนดเวลาหนึ่งเดือนดังกล่าวในสี่วรรคก่อนนั้น ในกรณีที่ไม่มีการสอบสวนเพิ่มเติมให้นับตั้งแต่วันรับสำนวน ในกรณีที่สั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมหรือจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้นับตั้งแต่วันรับบันทึกการสอบสวนเพิ่มเติมหรือรับหนังสือครั้งสุดท้ายจากพนักงานสอบสวน

ข้อ 87 (การสั่งคดีเปรียบเทียบ)

เมื่อพนักงานอัยการเห็นว่าการเปรียบเทียบของพนักงานสอบสวนนั้นถูกต้องแล้ว ก็ให้สั่งว่า “การเปรียบเทียบชอบแล้ว”””
ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่า การเปรียบเทียบของพนักงานสอบสวนไม่ถูกต้อง ให้พนักงานอัยการสั่งพนักงานสอบสวนดำเนินการเสียให้ถูกต้อง หรือถ้าเห็นว่าเป็นการเปรียบเทียบเกินอำนาจและเป็นคดีที่อาจต้องฟ้อง ก็ให้สั่งแจ้งข้อหาหรือสอบสวนเพิ่มเติมเสียก่อน แล้วจึงพิจารณาสั่งคดีต่อไป


ส่วนที่ 8
คดีวิสามัญฆาตกรรม

ข้อ 88 (อัยการกับคดีวิสามัญฆาตกรรม)

เนื่องจากการคุ้มครองสิทธิบุคคลทุกฝ่ายในคดีวิสามัญฆาตกรรม เป็นเรื่องสำคัญยิ่งประการหนึ่ง ที่จักอำนวยความยุติธรรมและก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยแก่สังคม พนักงานอัยการต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่ายในคดีดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกกระทำหรือเจ้าพนักงาน โดยเข้าร่วมชันสูตรพลิกศพรวมทั้งการไต่สวนการตาย ให้เป็นไปตามมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการชันสูตรพลิกศพ

ข้อ 89 (คดีวิสามัญฆาตกรรมที่อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนต้องสั่ง)

คดีวิสามัญฆาตกรรมที่อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนต้องออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 วรรคสาม นั้น หมายเฉพาะคดีที่ความตายเกิดขึ้นโดยผู้กระทำมีเจตนาฆ่าเท่านั้น


- 36 -

ข้อ 90 (คดีที่เกี่ยวข้องกับคดีวิสามัญฆาตกรรม)

ให้พนักงานอัยการรอการสั่งคดีที่ราษฎรถูกกล่าวหาว่ามีเจตนาฆ่าเจ้าพนักงานจนกว่าอัยการสูงสุดจะมีคำสั่งในคดีวิสามัญฆาตกรรมที่เกี่ยวพันกันเสียก่อน

ข้อ 91 (การรายงานผลคดีวิสามัญฆาตกรรม)

คดีวิสามัญฆาตกรรมที่อัยการสูงสุดสั่งฟ้องนั้น ให้พนักงานอัยการรายงานผลคดี และคัดสำเนาคำพิพากษาทุกระยะส่งสำนักงานอัยการสูงสุด


ส่วนที่ 9
เอกภาพในการดำเนินคดี

ข้อ 92 (ความเป็นเอกภาพในการสั่งคดี)

ในการสั่งคดีที่มีผู้ต้องหาหลายคนและหรือมีหลายฐานความผิด ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลต่างศาลกัน ให้ปฏิบัติดังนี้
(1) ก่อนพิจารณาสั่งคดี ให้สำนักงานอัยการที่ได้รับสำนวนตรวจสอบไปยังสำนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องว่าได้รับสำนวนคดีแล้วหรือไม่ หากสำนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้รับสำนวน ให้สำนักงานอัยการที่ได้รับสำนวนสั่งคดีไปได้ แล้วแจ้งผลการสั่งคดีให้สำนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องทราบโดยด่วน
สำนักงานอัยการที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้รับสำนวนคดี หากจะสั่งคดีไปในแนวทางเดียวกันกับสำนักงานอัยการที่สั่งคดีไปแล้วก็ให้สั่งคดีไปได้ แต่หากจะสั่งคดีขัดแย้งกัน ให้ทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นถึงอธิบดีพิจารณา หากอธิบดีเห็นพ้องกันกับสำนักงานอัยการที่สั่งคดีไปแล้วก็ให้สั่งคดีได้ หากเห็นขัดแย้งกัน ให้เสนอสำนวนคดีให้รองอัยการสูงสุดผู้ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาสั่ง
(2) กรณีที่ตรวจสอบตาม (1) แล้ว ปรากฎว่า สำนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องต่างได้รับสำนวนคดีแล้ว ก่อนพิจารณาสั่งคดี ให้พนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องประสานกันว่าจะสั่งคดีไปในแนวทางเดียวกันหรือไม่ หากจะสั่งคดีไปในแนวทางเดียวกันก็ให้สั่งคดีไปได้
หากจะสั่งคดีขัดแย้งกัน ให้แต่ละสำนักงานอัยการทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นไปยังอธิบดีของแต่ละสำนักงานอัยการพิจารณา หากอธิบดีเห็นพ้องกันก็ให้สั่งคดีไปได้ แต่ถ้าเห็นขัดแย้งกันให้เสนอรองอัยการสูงสุดผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณาสั่ง


- 37 -

(3) สำหรับในต่างจังหวัด เฉพาะกรณีที่การสั่งคดีที่มีผู้ต้องหาหลายคน และหรือมีหลายฐานความผิด ซึ่งอยู่ในท้องที่จังหวัดเดียวกัน แต่เขตอำนาจศาลต่างศาลกัน ให้อัยการจังหวัดที่เกี่ยวข้องทำความเห็นเสนอสำนวนดังกล่าวให้อัยการจังหวัดของสำนักงานอัยการจังหวัดที่ตั้งอยู่ ณ ตัวจังหวัด ซึ่งรับผิดชอบการดำเนินคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดซึ่งมิใช่ศาลจังหวัดสาขาหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นในศาลจังหวัด เป็นผู้พิจารณาสั่ง
แต่ถ้าเป็นกรณีที่คดีประเภทดังกล่าว อยู่ในท้องที่สำนักงานอัยการเขตเดียวกัน แต่ต่างจังหวัดกัน ในกรณีเช่นว่านี้ให้อัยการจังหวัดที่เกี่ยวข้องทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นให้อธิบดีอัยการเขตนั้น ๆ เป็นผู้พิจารณาสั่ง
ในการพิจารณาสั่งคดีดังกล่าว มีข้อจำกัดเกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาในการผัดฟ้องและการฝากขัง ให้พนักงานอัยการประสานงานกับพนักงานสอบสวน ให้รีบส่งสำนวนคดีประเภทนี้ ไปยังพนักงานอัยการผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งคดีในแต่ละกรณีโดยเร็ว นอกจากนี้ให้พนักงานอัยการคำนึงถึงหลักการดำเนินคดีเด็กหรือเยาวชนด้วย เนื่องจากใช้หลักและวิธีการแตกต่างจากผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่ การสั่งคดีที่ผู้ต้องหาเป็นเด็กหรือเยาวชน จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับการสั่งคดีในกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้ใหญ่ก็ได้

ข้อ 93 (การดำเนินคดีความผิดกรรมเดียวที่อาจถูกดำเนินคดีหลายครั้ง)

การดำเนินคดีความผิดกรรมเดียวที่อาจถูกดำเนินคดีหลายครั้ง เช่น การดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ ที่ผู้เสียหายอาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้หลายท้องที่ ให้ถือปฏิบัติดังนี้
(1) ให้สำนักงานอัยการที่ได้รับสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าว มีคำสั่งสอบสวนเพิ่มเติมให้ได้ความว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่ใดบ้าง หากมีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหลายท้องที่ แต่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคดีหรือสำนักงานอัยการเขตเดียวกัน ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนโดยไม่ต้องมีความเห็นและคำสั่งไปยังสำนักงานคดีหรือสำนักงานอัยการเขตนั้น ๆ เป็นผู้พิจารณาสั่ง แล้วให้สำนักงานคดีหรือสำนักงานอัยการเขตรายงานสำนักงานอัยการสูงสุดทราบ เพื่อให้สำนักงานคดีอัยการสูงสุดจัดเก็บเป็นข้อมูลไว้
(2) หากมีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหลายท้องที่ แต่อยู่ในความรับผิดชอบต่างสำนักงานคดีหรือสำนักงานอัยการเขต หรือกรณีที่ไม่ได้ความว่าผู้เสียหายร้องทุกข์ในท้องที่ใดบ้าง ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนไปยังสำนักงานคดีอัยการสูงสุดโดยไม่ต้องมีความเห็นและคำสั่ง ให้สำนักงานคดีอัยการสูงสุดมีอำนาจหน้าที่ตรวจพิจารณาสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าว แล้วทำความเห็นเสนอรองอัยการสูงสุดที่ได้รับมอบหมาย และให้รองอัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งคดีทั้งเรื่อง รวมทั้งมีอำนาจสั่งการให้ดำเนินการเพื่อความเป็นเอกภาพในการอำนวยความยุติธรรมด้วย

- 38 -

(3) ให้สำนักงานคดีอัยการสูงสุดจัดเก็บและพัฒนาข้อมูลเกี่ยวกับคดีดังกล่าวให้ทันสมัยและครบถ้วน เพื่อความเป็นเอกภาพในการอำนวยความยุติธรรม และเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล


หมวดที่ 4
การฟ้องและการดำเนินคดีชั้นศาล


ส่วนที่ 1
การบรรยายฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง

ข้อ 94 (หลักในการบรรยายฟ้อง)

ในการบรรยายฟ้อง นอกจากจะยึดหลักในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว พนักงานอัยการควรยึดหลักต่อไปนี้ด้วย
(1) ใช้ภาษาอย่างถูกต้อง ใช้ถ้อยคำกะทัดรัดไม่ฟุ่มเฟือย แต่ต้องไม่ขาดข้อความจนเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ หรือไม่ทราบว่าจะต่อสู้คดีได้อย่างไร
(2) บรรยายข้อเท็จจริงให้ครบองค์ประกอบความผิดที่ฟ้อง
(3) เมื่อเห็นสมควรและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้บรรยายข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนที่เป็นคุณและเป็นโทษแก่จำเลย เพื่อให้ศาลใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษ การลงโทษ รวมทั้งมาตรการอื่นที่ศาลจะใช้แก่ผู้กระทำผิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เช่น หากปรากฎข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนที่เป็นคุณและเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64, 65, 66, 67, 69, 72 และ 78 ให้บรรยายฟ้องให้ตรงกับข้อเท็จจริงนั้น ๆ และต้องระบุมาตราดังกล่าวในคำขอท้ายฟ้องด้วย
(4) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว ให้บรรยายฟ้องให้ได้ความว่าผู้เสียหายได้ ร้องทุกข์ขอให้นำคดีขึ้นว่ากล่าวแล้ว
(5) ในความผิดบางประเภท ให้บรรยายฟ้องให้ได้ความตามนโยบาย คำสั่ง หรือแนวทางปฏิบัติที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้กำหนดไว้ด้วย

ข้อ 95 (การบรรยายฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษ)

ในกรณีข้อเท็จจริงที่ได้ความตามการสอบสวน ไม่ชัดเจนพอที่จะวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานใดฐานหนึ่งในหลายฐาน หรือในกรณีที่เป็นความผิดต่อ
- 39 -

กฎหมายหลายบท ให้พนักงานอัยการฟ้องผู้ต้องหานั้นไปทุกฐานความผิดที่ไม่ขัดกัน เพื่อให้ศาลเลือกลงโทษ
ในการบรรยายฟ้องตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการบรรยายฟ้องโดยเล่าข้อเท็จจริงและรายละเอียด ที่เกี่ยวกับการกระทำของผู้ต้องหา ให้ครบองค์ประกอบความผิด ทุกบททุกฐานที่ฟ้องนั้น

ข้อ 96 (การระบุฐานความผิดในคำฟ้อง)

การระบุฐานความผิดในคำฟ้อง ควรจะใช้ฐานความผิดที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ แต่จะใช้ชื่อฐานความผิดที่ใช้กันแพร่หลายก็ได้

ข้อ 97 (การขอให้นับโทษต่อ)

ในคดีที่อาจขอให้ศาลนับโทษจำเลยติดต่อกันหลายสำนวน ให้พนักงานอัยการกล่าวไว้ในฟ้องหรือคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้อง โดยให้อ้างเลขคดีที่ขอให้นับโทษต่อกันไว้ และถ้า คดีใดพิพากษาแล้วให้อ้างเลขคดีแดงด้วย
ในกรณีที่เลขคดีที่ขอให้ศาลนับโทษจำเลยติดต่อกันเป็นเลขคดีดำ ให้พนักงานอัยการตรวจสอบและยื่นคำแถลงก่อนศาลพิพากษาคดีที่มีคำขอให้นับโทษต่อ เพื่อให้ศาลทราบว่าคดีดังกล่าวศาลได้พิพากษาแล้วโดยระบุเลขคดีแดงด้วย
สำหรับกรณีที่จำเลยถูกฟ้องในวันเดียวกันหลายสำนวน และศาลจะพิพากษาในวันเดียวกัน หากพนักงานอัยการไม่อาจอ้างเลขคดีแดงได้ ให้พนักงานอัยการกล่าวไว้ในฟ้องหรือคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้ชัดเจนว่า จำเลยเป็นคนเดียวกับจำเลยในเลขคดีดำของศาลใดที่ขอให้ศาลนับโทษต่อ และศาลได้พิพากษาในวันเดียวกัน

ข้อ 98 (การบรรยายฟ้องตามกฎหมายที่มีพระราชกฤษฎีกาและประกาศ กฎกระทรวงหรือข้อกำหนดต่อท้าย)

ในกฎหมายบางฉบับ นอกจากพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามกฎหมายนั้นแล้ว ยังมีประกาศ กฎกระทรวง หรือข้อกำหนดของรัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งออกตามกฎหมายนั้น เป็นส่วนหนึ่งของบทบัญญัติที่ทำให้เกิดความผิดแก่ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายอีกด้วย พนักงานอัยการต้องบรรยายไว้ในฟ้องด้วยว่าจำเลยได้ทราบประกาศ กฎกระทรวง หรือข้อกำหนดดังกล่าวแล้ว


- 40 -

ส่วนที่ 2
การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ถูกคุมขังในคดีอื่นที่เรือนจำ
ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลอื่น

ข้อ 99 (สำนวนที่ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในคดีอื่นที่เรือนจำซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลอื่น)

สำนวนการสอบสวนที่ผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในคดีอื่น ที่เรือนจำซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลอื่น หากคดีอื่นนั้นศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ให้พนักงานอัยการประจำศาลที่มีเขตอำนาจเหนือเรือนจำที่ผู้ต้องหาต้องโทษจำคุกอยู่นั้น เป็นผู้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป แต่ถ้าศาลในคดีอื่นนั้นยังมิได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด พนักงานอัยการจะรับสำนวนการสอบสวนไว้ไม่ได้ จนกว่าพนักงานสอบสวนจะดำเนินการ ให้ผู้ต้องหามาอยู่ในเขตอำนาจศาลที่พนักงานอัยการจะฟ้องคดีได้ หรือนำผู้ต้องหามาส่งพร้อมสำนวนการสอบสวน
กรณีตามวรรคหนึ่ง หากเป็นคดีที่มีผู้ต้องหาหลายคนกระทำผิดร่วมกัน และผู้ต้องหาบางคนต้องโทษจำคุกคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอื่น กับผู้ต้องหาบางคนถูกคุมขังในคดีอื่นในเขตอำนาจศาลอื่นซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุด พนักงานอัยการจะต้องให้พนักงานสอบสวนแยกสำนวนการสอบสวนของผู้ต้องหาที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด และผู้ต้องหาที่ถูกคุมขังในคดีอื่นซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุด ส่งไปยังพนักงานอัยการที่มีอำนาจดำเนินคดี ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวในวรรคก่อน แล้วแต่กรณี


ส่วนที่ 3
การดำเนินคดีชั้นพิจารณาโดยทั่วไป

ข้อ 100 (คำให้การของจำเลย)

ให้พนักงานอัยการพิจารณาคำให้การของจำเลยให้รอบคอบถี่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เป็นคำให้การรับสารภาพ และเป็นคดีที่ฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษ ซึ่งศาลอาจพิจารณาพิพากษาได้โดยไม่ต้องสืบพยานต่อไปอีก ให้พนักงานอัยการระมัดระวังให้ได้ความว่า คำให้การนั้นเป็นคำให้การรับสารภาพในความผิดฐานใดโดยแจ้งชัดและปราศจากเงื่อนไขใด ๆ เสียก่อน จึงจะแถลงไม่ติดใจสืบพยาน
ในกรณีที่พนักงานอัยการขอให้เพิ่มโทษจำเลย ขอให้บวกโทษที่รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษไว้ในคดีก่อน ขอให้นับโทษต่อ หรือในกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ซึ่งศาลจะต้องสอบถามจำเลยเรื่องทนายนั้น ให้พนักงานอัยการ


- 41 -

แถลงศาลให้สอบถามจำเลยในเรื่องการขอเพิ่มโทษ การขอให้บวกโทษที่รอ การขอให้นับโทษต่อ และหรือเรื่องทนายแล้วแต่กรณี แล้วบันทึกเรื่องดังกล่าวไว้ด้วย
ในคดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยรับสารภาพ พนักงานอัยการต้องขอสืบพยานประกอบจนเป็นที่พอใจของศาลว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง

ข้อ 101 (การขอให้พิจารณาลับ)

เพื่อประโยชน์แห่งความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันความลับอันเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ให้พนักงานอัยการแถลงศาลขอให้มีการพิจารณาคดีเป็นการลับทั้งคดีหรือเฉพาะบางตอนของคดีตามที่เห็นสมควร
ในคดีที่เด็กหรือเยาวชน เป็นผู้เสียหายหรือเป็นพยาน ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ให้พนักงานอัยการพึงให้ความสำคัญ ที่จะแถลงศาลขอให้มีการพิจารณาคดีเป็นการลับตามวรรคก่อน

ข้อ 102 (การแถลงเปิดคดี)

ในคดีที่มีประเด็นหรือพยานหลักฐานยุ่งยากซับซ้อน เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลก่อนที่พนักงานอัยการจะนำพยานเข้าสืบ ควรแถลงเปิดคดีทุกเรื่อง เพื่อให้ศาลเข้าใจถึงลักษณะของฟ้อง อีกทั้งพยานหลักฐานที่จะนำสืบ เพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย

ข้อ 103 (การแถลงปิดคดี)

ในคดีที่มีประเด็นหรือพยานหลักฐานยุ่งยากซับซ้อน เมื่อสืบพยานจำเลยเสร็จแล้ว หากพนักงานอัยการเชื่อว่าจำเลยกระทำผิดจริง ควรแถลงปิดคดีด้วยวาจาหรือหนังสือ หรือทั้งสองอย่าง เพื่อสรุปข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในทางพิจารณา หรือข้อกฎหมายซึ่งตั้งใจอ้างอิงและสภาพแห่งคดี ให้ศาลเห็นว่าคดีมีลักษณะเป็นอย่างไร พยานหลักฐานที่นำสืบฟังว่าได้มีการกระทำความผิดและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น

ข้อ 104 (การแถลงข้อเท็จจริงประกอบ)

เมื่อเห็นสมควร ให้พนักงานอัยการแถลงข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวน ที่ศาลอาจใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษจำเลยเท่าที่สามารถจะทำได้


- 42 -

ข้อ 105 (การนำพยานหลักฐานนอกสำนวนเข้าสืบ)

ถ้าเห็นสมควรและจะไม่เป็นที่เสียหายแก่คดี พนักงานอัยการจะนำพยาน หลักฐานที่ยังไม่ได้สอบสวนหรือไม่ปรากฏในการสอบสวนเข้าสืบแสดงต่อศาลก็ได้ แต่ควรจะสั่งให้พนักงานสอบสวน สอบสวนเพิ่มเติมหรือส่งพยานมาเพื่อซักถามเสียก่อน เพื่อจะได้ทราบน้ำหนักแห่งพยานหลักฐานนั้น ๆ

ข้อ 106 (การติดตามพยานมาเบิกความ)

พนักงานอัยการต้องตระหนักถึง ความรับผิดชอบในการติดตามพยานมาเบิกความต่อศาล ไม่ควรจะปัดความรับผิดชอบให้หน่วยงานอื่น วิธีการใด ๆ ที่ถูกต้องชอบธรรมในอันที่จะติดตามพยานมาเบิกความให้พึงกระทำ เช่น การติดตามผลการส่งหมายเรียกพยานอย่างจริงจัง การกำชับพนักงานสอบสวนหรือผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนให้ติดตามหรือนำพยานมาศาล การติดต่อกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในท้องถิ่น การติดต่อกับบุคคลอื่นที่รู้ที่อยู่พยาน การติดต่อกับพยานโดยตรงทางไปรษณีย์หรือทางโทรศัพท์ เป็นต้น

ข้อ 107 (การให้ความสำคัญแก่พยาน)

พนักงานอัยการต้องให้ความสำคัญและระลึกถึงหน้าที่ของพยาน ที่ต้องมาศาล ต้องให้การ และต้องสาบานหรือปฏิญานตน
ในกรณีที่พยานมีหน้าที่ต้องสาบานหรือปฏิญานตน ให้พนักงานอัยการเอาใจใส่ดูแลว่า ก่อนเบิกความ พยานได้สาบานหรือปฏิญานตนแล้ว
หากพนักงานอัยการนำเด็กหรือเยาวชนเข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาล ให้พนักงานอัยการดำเนินการเตรียมความพร้อมให้กับพยานนั้นเท่าที่สามารถทำได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พยานมีความคุ้นเคยกับสภาพห้องพิจารณา บุคคล และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง และให้พยานมีความเข้าใจว่าการดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมนั้นดำเนินไปเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นั้นได้รับการศึกษา ฝึกอบรม ช่วยเหลือ และสงเคราะห์ให้กลับไปอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข

ข้อ 108 (การปฏิบัติต่อพยาน)

พนักงานอัยการพึงปฏิบัติโดยสุภาพต่อพยาน และต้องระลึกถึงสิทธิของพยานที่จะให้การได้โดยปราศจากการถูกขัดขวาง สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครอง สิทธิที่จะได้รับค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยง และพนักงานอัยการต้องอำนวยความสะดวกแก่พยานให้ได้รับสิทธิดังกล่าวอย่างดีที่สุด

- 43 -

ข้อ 109 (การสืบพยานและการใช้คำถามกับพยานที่เป็นเด็กและเยาวชน)

การสืบพยานที่เป็นเด็กและเยาวชน เมื่อพนักงานอัยการพิจารณาจากสติปัญญา อารมณ์ และผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ ที่พยานได้รับจากการกระทำความผิดมาแล้ว เห็นว่า พยานควรเบิกความต่อหน้าเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น หรือการปรากฎตัวของจำเลยหรือบุคคลบางคนอาจเป็นอุปสรรคต่อการเบิกความของพยาน ให้พนักงานอัยการแถลงต่อศาล ขอให้บุคคลซึ่งเห็นว่าไม่ควรอยู่ต่อหน้าพยานออกไปนอกห้องพิจารณา หรือแถลงถึงอุปสรรคดังกล่าว เพื่อให้ศาลพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร
ในการสืบพยาน ให้พนักงานอัยการใช้คำถามที่เข้าใจง่ายสำหรับพยานที่เป็นเด็กและเยาวชน และให้ทดสอบอยู่เสมอว่าพยานเข้าใจคำถามถูกต้องหรือไม่ นอกจากนี้ ให้หลีกเลี่ยงการใช้คำถาม ที่อาจก่อให้เกิดความสับสน เข้าใจยาก หรืออาจทำร้ายจิตใจของพยาน

ข้อ 110 (การสืบพยานผู้ชำนาญการพิเศษ)

โดยที่พยานผู้ชำนาญการพิเศษ เป็นบุคคลที่จะต้องให้การต่อศาลเกี่ยวกับความเห็นในทางวิชาการ พนักงานอัยการควรซักถามให้พยานได้ให้การถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของพยานผู้นั้นด้วย
ในการซักถามพยานผู้ชำนาญการพิเศษนั้น ต้องซักถามให้ได้ความว่า มีความชำนาญพิเศษในการใด ๆ เช่น ในทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะ ฝีมือ พาณิชยการ การแพทย์หรือกฎหมายต่างประเทศ และความเห็นของเขานั้นมีประโยชน์ในการวินิจฉัยคดีในบางกรณี เช่น การตรวจสอบพิมพ์ลายนิ้วมือ พนักงานอัยการควรซักถาม เพื่อให้พยานมีโอกาสเบิกความให้ความกระจ่างต่อศาลว่า ตามหลักวิชาจะไม่มีการผิดพลาดได้เลย

ข้อ 111 (การสืบพยานเอกสาร)

พนักงานอัยการพึงให้พยานผู้รู้เห็นเอกสาร ได้ตรวจดูเอกสารนั้นเสียก่อน และให้รับรองเอกสารนั้นต่อหน้าศาล

ข้อ 112 (การสืบพยานวัตถุ)

ในการสืบพยานวัตถุ ให้พนักงานอัยการปฏิบัติเช่นเดียวกับการสืบพยานเอกสารดังกล่าวในข้อ 111

ข้อ 113 (การสืบพยานก่อนฟ้อง)

ในกรณีที่ต้องมีการสืบพยานก่อนฟ้องตามมาตรา 237 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานอัยการเจ้าของเรื่องรีบประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- 44 -

พร้อมจัดหาล่ามในกรณีที่พยานเป็นชาวต่างประเทศ เพื่อดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยทันที

ข้อ 114 (การเดินเผชิญสืบ)

ในการดำเนินคดี หากพนักงานอัยการเห็นว่า การขอให้ศาลเดินเผชิญสืบพยานมีความจำเป็น และต้องกระทำเพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยคดี ก็ให้ดำเนินการยื่นคำแถลงขอต่อศาล
ก่อนเดินเผชิญสืบพยาน ให้พนักงานอัยการประสานงานกับพนักงานสอบสวนและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการเตรียมความพร้อมในการเดินเผชิญสืบพยาน เช่น การเตรียมยานพาหนะ การจัดเตรียมสถานที่ หรือความสะดวกอื่น ๆ

ข้อ 115 (กรณีพยานเป็นบุคคลในคณะทูต)

ในกรณีที่พนักงานอัยการประสงค์จะให้ศาลหมายเรียกบุคคลใดในคณะทูตมาเป็นพยาน ให้พนักงานอัยการแจ้งไว้ในบัญชีพยานหรือแถลงให้ศาลทราบว่า บุคคลนั้นเป็นบุคคลในคณะทูตใดตำแหน่งใด ซึ่งได้รับความคุ้มครองจากอำนาจศาล เพื่อศาลจะได้ดำเนินการติดต่อกับกระทรวงการต่างประเทศ ตามที่กระทรวงยุติธรรมได้ตกลงไว้กับกระทรวงการต่างประเทศต่อไป

ข้อ 116 (พยานกลับคำ)

ในกรณีที่พยานเบิกความกลับคำให้การชั้นสอบสวนในข้อสาระสำคัญทำให้เสียรูปคดี พนักงานอัยการต้องให้พยานรับรองคำให้การชั้นสอบสวนส่งเป็นพยานต่อศาล และถามพยานให้ได้ความว่าข้อเท็จจริงใดเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง แล้วทำบันทึกรายงานหัวหน้าพนักงานอัยการโดยเร็ว ว่าสมควรจะดำเนินคดีแก่พยานผู้นั้นหรือไม่ เมื่อหัวหน้าพนักงานอัยการเห็นสมควรดำเนินคดีกับพยาน ให้มีหนังสือแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับพยานต่อไปโดยเร็ว พร้อมทั้งแจ้งให้ทราบด้วยว่า พยานให้การในชั้นสอบสวนและชั้นศาลแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญอย่างไร

ข้อ 117 (การแถลงศาลในการส่งประเด็น)

ให้พนักงานอัยการที่ขอให้ส่งประเด็นไปสืบยังศาลอื่น ขอให้ศาลสอบถามจำเลยหรือทนายจำเลยและจดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ถ้าในวันนัดสืบพยานประเด็น จำเลยหรือทนายจำเลยไม่มาศาลที่รับประเด็น จะให้ศาลสืบพยานไปได้เลยหรือจะให้ทำอย่างไร นอกจากนี้ ให้แถลงขอให้ศาลจดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาด้วยว่า ในกรณีที่ปรากฏต่อศาลที่

- 45 -

รับประเด็นว่า พยานได้ย้ายไปมีภูมิลำเนาใหม่ ขอให้ศาลที่รับประเด็นส่งประเด็นไปยังศาลที่พยานมีที่อยู่ใหม่ด้วย ทั้งนี้ ให้ส่งประเด็นไปยังพนักงานอัยการผู้รับประเด็น ก่อนกำหนดนัดพิจารณาของศาลอย่างน้อย 15 วัน

ข้อ 118 (การส่งประเด็นต่อ)

คดีเรื่องใดที่พนักงานอัยการผู้ส่งประเด็น ประสงค์จะให้พนักงานอัยการผู้รับประเด็นแถลงต่อศาล ขอให้ส่งประเด็นต่อไปยังศาลที่พยานมีที่อยู่ใหม่ ในกรณีที่ปรากฏต่อศาลที่รับประเด็นว่าพยานได้ย้ายไปมีภูมิลำเนาใหม่แล้ว ให้พนักงานอัยการผู้ส่งประเด็นระบุไว้ในหนังสือส่งประเด็นให้ชัดว่า ให้พนักงานอัยการผู้รับประเด็นแถลงขอให้ศาลส่งประเด็นไปยังศาลที่พยานมีภูมิลำเนาใหม่ด้วย และให้พนักงานอัยการผู้รับประเด็นแถลงศาลตามความประสงค์ของพนักงานอัยการผู้ส่งประเด็น

ข้อ 119 (การตัดพยานประเด็น)

พนักงานอัยการผู้รับประเด็นจะตัดพยานประเด็นไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการผู้เป็นเจ้าของประเด็นเสียก่อน
ในกรณีที่พยานประเด็นเป็นประจักษ์พยานและมีหลายปาก พนักงานอัยการ ผู้เป็นเจ้าของประเด็น ต้องแจ้งให้พนักงานอัยการผู้รับประเด็น พิจารณาตัดพยานประเด็นได้ตามที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่รูปคดี

ข้อ 120 (กรณีพยานอยู่ต่างประเทศ)

ถ้าพยานในคดีใดเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ และไม่สามารถนำตัวมาเบิกความต่อศาลได้ ให้รีบสอบถามวิธีปฏิบัติจากสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นราย ๆ ไป เพราะระเบียบปฏิบัติในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างประเทศแต่ละประเทศซึ่งอาจแตกต่างกัน กับให้คำนึงถึงวิธีปฏิบัติตามพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 ด้วย

ข้อ 121 (การทำรายงานการคดี)

พนักงานอัยการจะต้องทำบันทึกการดำเนินคดีทุกเรื่องในแบบรายงานการคดี (อ.ก. 13) เรียงไปตามลำดับเหตุการณ์ที่มีการใช้ตามวันก่อนและหลังจนเสร็จสำนวน โดยให้ได้ความเพียงพอที่จะทราบว่า ในการดำเนินคดีนั้นในครั้งใดหรือวันใดพนักงานอัยการคนใดได้จัดการเกี่ยวกับคดีนั้นไปอย่างใด ถ้าเหตุที่ได้จัดการไปนั้นสมควรจะให้ปรากฏถึงเจตนาเพื่อผลใด ๆ ก็ให้บันทึกเป็นเหตุให้ปรากฏไว้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อเตือนความจำและเพื่อให้พนักงานอัยการอื่นที่มารับ


- 46 -

ช่วงงานดำเนินงานต่อไปได้ เช่น กรณีเรียกพยานมาซักถาม หรือในกรณีที่มีการสืบพยานให้บันทึกไว้ด้วยว่าได้สืบพยานกี่ปาก แต่ละปากได้ความว่าอย่างไรโดยย่อ หากมีการอ้างพยานเอกสาร ให้ระบุว่าเอกสารใดพร้อมทั้งเลขหมายเอกสารตามที่ศาลได้หมายไว้
ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกประการโดยปราศจากเงื่อนไขและเป็นคดีที่ไม่ต้องดำเนินการใด ๆ ในศาลต่อไปอีกแล้ว ให้บันทึกรายงานการคดีในการชี้สองสถานให้ปรากฏไว้ที่ปกสำนวนตรงบรรทัดว่าง


ส่วนที่ 4
การดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ข้อ 122 (เจตนารมณ์)

ในการดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้พนักงานอัยการพึงตระหนักอยู่เสมอว่า ยาเสพติดให้โทษเป็นภัยอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายที่จะป้องกันและปราบปรามให้ได้ผลโดยเด็ดขาดและมีประสิทธิภาพ

ข้อ 123 (การยื่นคำร้องขอริบทรัพย์สิน ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการ
ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534)

เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องและทรัพย์สินที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดไว้ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าว โดยทำเป็นคำร้องแยกต่างหากจาก คำฟ้อง โดยจะยื่นไปพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้ แต่ถ้ามีเหตุอันสมควรแสดงได้ว่าไม่สามารถยื่นคำร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จะยื่นคำร้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้

ข้อ 124 (การยื่นคำร้องขอริบทรัพย์สิน ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการ
ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534)

ในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หากปรากฏว่า มีบรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล หรือทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด เป็นของกลาง ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้น เพื่อขอให้

- 47 -

สั่งริบทรัพย์สินของกลางดังกล่าว โดยทำเป็นคำร้องแยกต่างหากจากคำฟ้อง โดยจะยื่นไปพร้อมกับคำฟ้องหรือจะยื่นก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้

ข้อ 125 (การแจ้งรายการทรัพย์สินที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลริบ)

เมื่อพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอริบทรัพย์สินตามข้อ 123 แล้ว ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้รับผิดชอบในการแจ้งรายการทรัพย์สินของกลางที่ขอริบไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอริบทรัพย์สินต่อศาล เพื่อให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีหนังสือแจ้งให้ผู้อาจอ้างเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนคดีถึงที่สุด

ข้อ 126 (การสืบพยานกรณีขอริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการ
ปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534)

กรณีไต่สวนคำร้องขอริบทรัพย์สินตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ให้พนักงานอัยการยื่นบัญชีระบุพยานและนำสืบให้ได้ความว่า ทรัพย์สินที่ขอริบเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้มีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และจำเลยหรือผู้ถูกตรวจสอบทรัพย์สินเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน และการยื่นคำร้องขอริบทรัพย์สินนั้น เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ซึ่งอาจอ้างเป็นเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้ว
กรณีศาลมีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้องขอริบทรัพย์สินตามมาตรา 30 แห่งพระราช- บัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ให้พนักงานอัยการยื่นบัญชีระบุพยานและนำสืบให้ได้ความว่า ทรัพย์สินที่ขอริบเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ข้อ 127 (การแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง การแจ้งผลคดี และการแจ้งรายละเอียด
ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด)

นอกจากการแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องตามข้อ 84 แล้ว ในคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ฐานผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย มีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย สมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิด ให้พนักงานอัยการแจ้ง
- 48 -

คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องพร้อมเหตุผลและข้อเสนอแนะ (ถ้ามี) ต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ถ้าศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ให้พนักงานอัยการรายงานให้อัยการสูงสุดทราบ พร้อมทั้งสำเนาคำพิพากษารวมทั้งข้อสังเกต (ถ้ามี) เพื่อแจ้งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดทราบ
ให้หัวหน้าพนักงานอัยการแจ้งรายละเอียดความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด รายเดือน ไปยังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามแบบที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกำหนด

ส่วนที่ 5
การถอนฟ้อง

ข้อ 128 (ข้อพิจารณาและวิธีปฏิบัติในการถอนฟ้อง)

เมื่อพนักงานอัยการได้สั่งฟ้องและได้ยื่นฟ้องคดีอาญาใดแล้ว ต่อมาพนักงานอัยการพิจารณาเห็นสมควรถอนฟ้องคดีนั้น ให้ทำความเห็นใน อ.ก.4 เสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง เมื่ออธิบดีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ถอนฟ้อง ก่อนยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน และเมื่อถอนฟ้องแล้ว ให้รายงานสำนักงานอัยการสูงสุดทราบ
ในการที่จะพิจารณาถอนฟ้องตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการนำเหตุตามข้อ 78 มาประกอบการพิจารณาด้วย
ให้นำความในข้อนี้มาใช้บังคับในกรณีถอนอุทธรณ์หรือถอนฎีกาด้วยโดยอนุโลม

ข้อ 129 (การขอให้ศาลจำหน่ายคดีในคดีความผิดอันยอมความได้)

ในคดีความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ชั้นพิจารณาของศาล และพนักงานอัยการไม่มีข้อแถลงคัดค้านประการใดแล้ว พนักงานอัยการควรแถลงขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีเสีย

- 49 -

หมวดที่ 5
การดำเนินคดีชั้นศาลสูง


ส่วนที่ 1
บททั่วไป

ข้อ 130 (บทบาทและภารกิจ)

การดำเนินคดีชั้นศาลสูง มีวัตถุประสงค์ในการกระจายอำนาจและการดำเนินคดี โดยให้อัยการศาลสูง อัยการศาลสูงเขต มีเอกภาพในการตรวจสอบการปฏิบัติงาน การดำเนินคดีของพนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้น ตลอดจนมีศักยภาพในการคานและดุลการใช้ดุลพินิจของศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลและประเมินผลของอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงและอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต แล้วแต่กรณี

ข้อ 131 (ไม่ใช้บังคับกับคดีบางประเภท)

ระเบียบนี้ไม่ใช้บังคับแก่คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีอาญาซึ่งพนักงานอัยการรับแก้ต่าง คดีละเมิดอำนาจศาล และคดีที่ศาลสั่งปรับนายประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา


ส่วนที่ 2
อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินคดี

ข้อ 132 (อำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีศาลสูง)

การดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร และการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์เกี่ยวกับคดีอาญาทั้งปวงซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีศาลสูง


- 50 -

ข้อ 133 (อำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีศาลสูงเขต)

การดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาในเขตท้องที่สำนักงานอัยการเขต ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีศาลสูงเขต เว้นแต่การดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์เกี่ยวกับคดีอาญาทั้งปวงซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในเขตปริมณฑล 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี

ข้อ 134 (อำนาจหน้าที่ของอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูง และอธิบดีอัยการฝ่ายคดี
ศาลสูงเขต)

อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงและอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต มีอำนาจหน้าที่เสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาของพนักงานอัยการต่อสำนักงานอัยการสูงสุด และมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายทั่วไปในการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกา ตรวจสอบ กำกับดูแล และอำนวยการในงานคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาภายในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ และเมื่อเห็นสมควรจะเรียกสำนวนคดีใดมาตรวจพิจารณาหรือดำเนินคดีเอง หรือจะมอบหมายให้อัยการศาลสูงคนใดดำเนินคดีก็ได้
การกำหนดนโยบายการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่ง ให้เสนอสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อขอความเห็นชอบก่อนบังคับใช้

ข้อ 135 (อำนาจหน้าที่ของอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูง และอัยการพิเศษฝ่ายคดี
ศาลสูงเขต)

อัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงและอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงเขต มีอำนาจหน้าที่อำนวยการ ให้คำปรึกษา ตรวจสอบ และกำกับดูแลการปฏิบัติงานคดีอาญาในชั้นอุทธรณ์และฎีกาในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ และเมื่อเห็นสมควรจะเรียกสำนวนคดีใดมาตรวจพิจารณาหรือดำเนินคดีเอง หรือจะมอบหมายให้อัยการศาลสูงคนใดดำเนินคดีก็ได้ แต่ต้องรายงานให้อธิบดีทราบโดยเร็ว

ข้อ 136 (อำนาจหน้าที่ของอัยการศาลสูง)

อัยการศาลสูงผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินคดีใด ให้มีอำนาจดำเนินคดีนั้น เว้นแต่จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
คดีดังต่อไปนี้ หากเป็นกรณีจะมีคำสั่งไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา ไม่แก้อุทธรณ์ หรือไม่แก้ฎีกา ให้ทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นไปยังอธิบดีเพื่อพิจารณา


- 51 -

(1) คดีสำคัญ
(2) คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง หรือพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยบางคน
(3) คดีที่อัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้องหรือให้อุทธรณ์
(4) คดีอื่นที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด
เมื่ออธิบดีพิจารณาและมีคำสั่งประการใดให้ปฏิบัติตามนั้น เว้นแต่ กรณีตาม (3) หากอัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้องหรือให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ก่อนมีคำสั่งไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา ไม่แก้อุทธรณ์ หรือไม่แก้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ให้นำระเบียบข้อ 151 มาใช้บังคับ

ข้อ 137 (กรณีไม่มีอัยการศาลสูงปฏิบัติหน้าที่)

ในกรุงเทพมหานคร สำนักงานใดไม่มีอัยการศาลสูงปฏิบัติหน้าที่ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงหรือผู้ได้รับมอบหมายปฏิบัติหน้าที่แทน
ในต่างจังหวัด สำนักงานใดไม่มีอัยการศาลสูงปฏิบัติหน้าที่ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้อัยการจังหวัดแต่ละสำนักงานปฏิบัติหน้าที่แทน และให้นำระเบียบนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม


ส่วนที่ 3
วิธีปฏิบัติในชั้นอุทธรณ์และฎีกา

ข้อ 138 (วิธีปฏิบัติในชั้นอุทธรณ์)

เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเสนอสำนวนพร้อมด้วยรายงานการคดีตามแบบ อ.ก.13 และความเห็นชั้นศาลพิพากษาตามแบบ อ.ก.14 ต่อหัวหน้าพนักงานอัยการ ให้หัวหน้าพนักงานอัยการทำความเห็นและส่งสำนวนไปยังอัยการศาลสูงภายในเจ็ดวันนับแต่วันฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง
การทำความเห็นดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ เห็นด้วยหรือโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น โดยมีรายละเอียดพอสมควร
คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือยื่นคำแก้อุทธรณ์ ให้พนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้นรับสำเนาอุทธรณ์หรือสำเนาคำแก้อุทธรณ์ส่งไปยังอัยการศาลสูงภายในห้าวันนับแต่วันรับสำเนา ในกรณีที่สำนวนอยู่ที่พนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้น ให้เสนอพร้อมด้วยสำนวน


- 52 -

ข้อ 139 (วิธีปฏิบัติในชั้นฎีกา)

เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์แล้ว ให้พนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งพร้อมด้วยรายงานการคดีตามแบบ อ.ก.13 และบันทึกคำพิพากษาย่อตามแบบ อ.ก. 14 ไปยังอัยการศาลสูงภายในเจ็ดวันนับแต่วันฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้นำความในข้อ 138 วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับแก่การดำเนินคดีชั้นฎีกาโดยอนุโลม

ข้อ 140 (การพิจารณาและสั่งคดีชั้นอุทธรณ์-ฎีกา)

ภายใต้บังคับข้อ 136 ให้อัยการศาลสูงเป็นผู้ออกคำสั่งชั้นอุทธรณ์และฎีกา
กรณีออกคำสั่งอุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ คำสั่งฎีกาหรือแก้ฎีกา ให้อัยการศาลสูงเป็นผู้ออกคำสั่ง แล้วยื่นอุทธรณ์หรือคำแก้อุทธรณ์ ยื่นฎีกาหรือคำแก้ฎีกาต่อไป
หากอัยการศาลสูงมีความเห็นไม่อุทธรณ์ เฉพาะกรณีที่มีความเห็นแย้งกับความเห็นของพนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้น ให้อัยการศาลสูงทำความเห็นเสนอสำนวนต่ออัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงหรืออัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงเขตเพื่อออกคำสั่งภายในสองวันนับแต่วันรับสำนวน เว้นแต่ในต่างจังหวัดให้ขยายกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นสี่วัน

ข้อ 141 (การขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกา)

การขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ ระยะเวลาฎีกาหรือแก้ฎีกา ให้อัยการศาลสูงเป็นผู้ทำคำร้องโดยระบุเหตุผลความจำเป็นที่ขอขยายระยะเวลาและลงนามเป็นผู้ยื่น คำร้องด้วย ถ้าสำนวนยังคงอยู่ที่สำนักงานประจำศาลชั้นต้น ให้พนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้นเป็นผู้ดำเนินการ
การยื่นคำร้องและติดตามผลการดำเนินการ การฟังคำสั่งศาลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานประจำศาลชั้นต้น เมื่อดำเนินการแล้วให้รายงานผลการดำเนินการและคำสั่งศาลให้อัยการศาลสูงทราบโดยด่วน
ให้นำความในสองวรรคก่อนมาใช้บังคับกับการยื่นคำร้อง คำขอ หรือคำแถลง อื่น ๆ ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาด้วยโดยอนุโลม


- 53 -

ส่วนที่ 4
การดำเนินคดีและปฏิบัติต่อสำนวน

ข้อ 142 (หน้าที่ฟัง รับทราบ และคัดคำพิพากษาหรือคำสั่ง คัดถ้อยคำสำนวน)

การฟัง การรับทราบ และการคัดคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ตลอดจนการคัดถ้อยคำสำนวนของศาล ให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานประจำศาลชั้นต้น

ข้อ 143 (วิธีปฏิบัติเมื่อมีคำพิพากษาไม่ชอบ)

ในกรณีที่ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง หรือศาลพิพากษาลงโทษจำเลยเกินกำหนดโทษตามกฎหมาย หรือพิพากษาหรือมีคำสั่งไม่ชอบด้วยประการใด ให้พนักงานอัยการพิจารณาอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป

ข้อ 144 (การดำเนินคดีอาญาที่มีโจทก์ร่วม)

ในคดีอาญาที่มีโจทก์ร่วมและศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ให้ตรวจพิจารณาหลักฐานทั้งปวงให้ละเอียดรอบคอบ ถ้าคดีมีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย ก็ให้อุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป

ข้อ 145 (การทำและการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา คำแก้อุทธรณ์ คำแก้ฎีกา)

ในกรณีที่ออกคำสั่งอุทธรณ์หรือออกคำสั่งฎีกา หรือให้แก้อุทธรณ์หรือให้แก้ฎีกา ให้อัยการศาลสูงรับผิดชอบในการทำคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา คำแก้อุทธรณ์ หรือคำแก้ฎีกา แล้วลงนามเป็นผู้เรียงและเป็นโจทก์
การยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา หรือยื่นคำแก้อุทธรณ์หรือคำแก้ฎีกาให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานประจำประจำศาลชั้นต้น เว้นแต่ในกรุงเทพมหานครให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานคดีศาลสูง

ข้อ 146 (วิธีปฏิบัติภายหลังออกคำสั่ง)

ในกรณีที่ออกคำสั่งไม่อุทธรณ์หรือไม่ฎีกา ถอนอุทธรณ์หรือถอนฎีกา ให้อัยการศาลสูงดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 ทั้งนี้ ให้จัดการก่อนครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกา และให้มีเวลาเหลือพอที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาได้ทันในกรณีที่มีการชี้ขาดให้อุทธรณ์หรือฎีกา


- 54 -

ข้อ 147 (วิธีปฏิบัติต่อสำนวนที่เสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการ
จังหวัด)

การส่งสำนวนพร้อมคำสั่งไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา ถอนอุทธรณ์ หรือถอนฎีกา ไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 ให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานประจำศาลชั้นต้น
ในต่างจังหวัด ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นแย้ง ให้อัยการศาลสูงทำหนังสือในนามผู้ว่าราชการจังหวัด เสนอสำนวนต่ออัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาชี้ขาด
กรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นชอบด้วยกับคำสั่งไม่อุทธรณ์หรือไม่ฎีกา หรืออัยการสูงสุดชี้ขาดไม่อุทธรณ์หรือไม่ฎีกา ให้สำนักงานประจำศาลชั้นต้นดำเนินการและเก็บรักษาสำนวนไว้ตามระเบียบนี้ว่าด้วยวิธีปฏิบัติภายหลังคดีเสร็จสิ้นแล้ว

ข้อ 148 (การใช้ชื่อโจทก์และผู้เรียงในคำฟ้อง)

การใช้ชื่อโจทก์ในคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา คำแก้อุทธรณ์ หรือคำแก้ฎีกา ให้ใช้ชื่อพนักงานอัยการที่เป็นโจทก์มาแต่ต้น ส่วนผู้เรียงให้ระบุตำแหน่งและสำนักงาน ที่อัยการศาลสูงเจ้าของสำนวนสังกัดอยู่ เว้นแต่กรณีที่อัยการจังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่อัยการ ศาลสูง ให้ระบุตำแหน่งและสำนักงานที่พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนสังกัดอยู่

ข้อ 149 (การรายงานผลการปฏิบัติงานและผลคดี)

การรายงานผลการปฏิบัติงาน ให้อัยการศาลสูงรายงานตามลำดับชั้นถึงอธิบดีผู้รับผิดชอบ ส่วนการรายงานผลคดีที่อัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้อง ให้อุทธรณ์ หรือให้ฎีกา ให้อัยการศาลสูงรายงานตามลำดับชั้นผ่านอธิบดีผู้รับผิดชอบถึงอัยการสูงสุด การจัดทำรายงานดังกล่าวให้ทำตามแบบและระยะเวลาที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด
ในต่างจังหวัด ให้จัดทำสำเนารายงานผลการปฏิบัติงานและสำเนารายงานผลคดีที่อัยการสูงสุดชี้ขาดดังกล่าวในวรรคก่อนเสนออธิบดีอัยการเขตเพื่อทราบด้วย สำหรับรายงาน ผลคดีที่อัยการสูงสุดชี้ขาด ให้จัดทำสำเนารายงานเสนออธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเพื่อทราบอีกส่วนหนึ่งด้วย

ข้อ 150 (การจัดทำสารบบและการเก็บรักษาสำนวน)

งานธุรการอื่น ๆ การรับ-จ่ายสำนวน ส่งสำนวนคืน ตลอดจนสารบบอุทธรณ์ หรือฎีกา และการเก็บรักษาสำนวนที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา ในกรุงเทพมหานคร ให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานคดีศาลสูง ในต่างจังหวัด จังหวัดใดมีอัยการศาลสูงปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็น

- 55 -

หน้าที่ของสำนักงานคดีศาลสูงเขต เว้นแต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการทั่วไปของสำนักงานคดีศาลสูงเขตส่งไปปฏิบัติหน้าที่ ให้สำนักงานอัยการจังหวัดที่ตั้งอยู่ ณ ตัวจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการทั้งปวงและเก็บรักษาสำนวนไว้ภายใต้การกำกับดูแลของอัยการศาลสูง ส่วนสำนักงานคดีศาลสูงเขตและสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงเขต ให้แต่ละสำนักงานมีหน้าที่และรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว
สำนวนที่เสร็จเด็ดขาดแล้ว ให้ส่งคืนไปยังสำนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไป


ส่วนที่ 5
วิธีปฏิบัติเมื่ออัยการสูงสุดมีคำวินิจฉัยชี้ขาด
และการขอให้รับรองอุทธรณ์หรือฎีกา

ข้อ 151 (คดีที่อัยการสูงสุดชี้ขาด)

คดีที่อัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้องหรือให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ถ้าอัยการสูงสุดมิได้สั่งเป็นอย่างอื่น ก่อนมีคำสั่งไม่อุทธรณ์หรือไม่ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ให้รายงานอัยการสูงสุดทราบพร้อมด้วยเหตุผล เว้นแต่คดีจะครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกา หรือมีเหตุอย่างอื่นอันจำเป็นจะต้องรีบอุทธรณ์หรือฎีกา ก็ให้อุทธรณ์หรือฎีกาไปก่อน

ข้อ 152 (การขอให้รับรองอุทธรณ์หรือฎีกา)

ในคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริง แต่อัยการศาลสูงพิจารณาแล้วเห็นสมควรอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริง ให้อัยการศาลสูงส่งเรื่องที่จะให้รับรองอุทธรณ์หรือฎีกาถึงอัยการสูงสุด หรือผู้ที่อัยการสูงสุดมอบหมายโดยเร็ว และต้องมิให้เสียหายแก่ราชการ
การส่งเรื่องให้รับรองอุทธรณ์หรือฎีกาตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งสำนวนการสอบสวน สำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกา แล้วแต่กรณีไปด้วย และถ้ามีพยานหลักฐานใดในชั้นศาล ที่อาจเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ก็ให้ส่งพยานหลักฐานนั้นไปด้วย


- 56 -

ส่วนที่ 6
การตรวจสอบการปฏิบัติงาน

ข้อ 153 (การรายงานข้อบกพร่อง)

กรณีพบข้อบกพร่องในการดำเนินคดีของพนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้น ถ้าเป็นข้อบกพร่องที่เห็นสมควรแนะนำการปฏิบัติราชการ ให้อัยการศาลสูงเสนออัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงหรืออัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงเขต หากอัยการพิเศษฝ่ายเห็นควรยุติ ก็ให้เป็นอันยุติ แต่หากเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องที่ควรแนะนำการปฏิบัติราชการ ก็ให้เสนอความเห็นตามลำดับชั้น จนถึงอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงหรืออธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต เพื่อพิจารณา
ถ้าอธิบดีเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย ก็ให้แนะนำการปฏิบัติราชการ แต่หากถึงขนาดที่จะเกิดความเสียหายและไม่อาจแก้ไขได้ ให้รายงานสำนักงานอัยการสูงสุด
การแนะนำการปฏิบัติราชการดังกล่าวในวรรคก่อน ให้อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงหรืออธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขตแจ้งอธิบดีอัยการฝ่ายหรืออธิบดีอัยการเขตผู้รับผิดชอบแล้วแต่กรณีเป็นผู้ดำเนินการ หากอธิบดีอัยการฝ่ายหรืออธิบดีอัยการเขตมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ให้รายงานสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา


หมวดที่ 6
การบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย


ส่วนที่ 1
บททั่วไป

ข้อ 154 (เจตนารมณ์)

ในการดำเนินคดีอาญา ให้พนักงานอัยการคำนึงถึงมาตรการการบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่น เพื่อควบคุมผู้กระทำความผิดบางประเภท และเพื่อกันผู้กระทำความผิดติดนิสัยออกไปจากสังคม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย อันเป็นการป้องกันอาชญากรรมและแก้ไขผู้กระทำความผิดนอกเหนือไปจากการลงโทษ


- 57 -

ข้อ 155 (คดีผู้กระทำผิดติดนิสัย)

ผู้ต้องหาในคดีใดอยู่ในข่ายเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัยที่ต้องฟ้องขอให้กักกัน หรืออยู่ในข่ายที่อาจขอให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่น ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหา และสอบสวนเพิ่มเติมให้ได้ความว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัย หรือให้ได้ความว่าเป็นกรณีที่อาจขอให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่นได้ แล้วพิจารณาสั่งไปตามรูปคดี


ส่วนที่ 2
การดำเนินคดีเพื่อขอบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย

ข้อ 156 (การขอให้กักกัน)

เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนคดีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัยที่ต้องขอให้กักกัน ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำผิดติดนิสัย ส่งให้พนักงานอัยการพิจารณา รวมไปถึงคดีอันเป็นมูลให้เกิดอำนาจฟ้องขอให้กักกัน
กรณีไม่อาจดำเนินการขอให้กักกันรวมไปกับคดีเดิมดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการเร่งรัดพนักงานสอบสวนรีบส่งสำนวนขอให้กักกันไปยังพนักงานอัยการก่อนครบกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่รับสำนวนคดีอันเป็นมูลให้เกิดอำนาจฟ้องขอให้กักกัน
ในกรณีที่จะต้องฟ้องขอให้กักกัน ให้จัดการให้มีการแจ้งผู้ต้องหาทราบว่าจะ ถูกฟ้องขอให้กักกันด้วย

ข้อ 157 (การขอให้ศาลสั่งทำทัณฑ์บน)

เมื่อความปรากฏแก่พนักงานอัยการ โดยการแจ้งเหตุหรือโดยการพิจารณาดำเนินคดีว่า ผู้ใดจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ให้พนักงานอัยการโดยคำสั่งของหัวหน้าพนักงานอัยการบันทึกปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อทราบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่จะก่อเหตุดังกล่าว หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้นั้นจะก่อเหตุร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 46 ให้ส่งบันทึกข้อเท็จจริงดังกล่าวให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป
ในการตรวจพิจารณาสำนวนคดีใด ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์จะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ให้พนักงานอัยการสั่ง

- 58 -

ให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 46 แก่ผู้ต้องหาและทำการสอบสวนส่งมาให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องศาล
การขอให้ศาลสั่งทำทัณฑ์บนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 46 ให้พนักงานอัยการนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับเสมือนเป็นความผิดอาญา แต่ระยะเวลาคุมขังชั้นสอบสวน ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499 มาตรา 7

ข้อ 158 (การขอให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่น)

คดีที่ผู้ต้องหาอาจถูกบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่นนอกจากการฟ้องขอให้กักกันและขอให้ศาลสั่งให้ทำทัณฑ์บนซึ่งข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน ให้สั่งพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อทราบความเป็นมาแห่งชีวิตและความประพฤติอันเป็นอาจิณของผู้ต้องหา ให้ได้ความว่าผู้ต้องหานั้นมีพฤติการณ์และพยานหลักฐานพอที่จะฟ้องขอให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 45 มาตรา 48 มาตรา 49 หรือมาตรา 50 หรือไม่ แล้วพิจารณาสั่งไปตามรูปคดี

ข้อ 159 (การสั่งไม่ขอบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย)

ในกรณีที่พนักงานอัยการมีความเห็นควรไม่ดำเนินการขอให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย ให้หัวหน้าพนักงานอัยการสั่งยุติโดยไม่ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145

ข้อ 160 (การฟ้องคดี)

การฟ้องขอให้กักกัน ให้พนักงานอัยการบรรยายพฤติการณ์ของจำเลย ระบุบทมาตราและคำขอให้กักกันรวมไปในคำฟ้องคดีอันเป็นมูลให้เกิดอำนาจฟ้องขอให้กักกัน
กรณีไม่อาจฟ้องรวมกันไปในคำฟ้องเดิมดังกล่าว ให้ฟ้องภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ฟ้องคดีอันเป็นมูลให้เกิดอำนาจฟ้องขอให้กักกัน
การขอให้ศาลสั่งให้ทำทัณฑ์บน ให้ทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาล
การขอให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างอื่น ให้พนักงานอัยการบรรยายพฤติการณ์ของจำเลย ระบุบทมาตราและคำขอให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมไปใน คำฟ้องคดีอันเป็นมูลให้ขอใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย

- 59 -

ข้อ 161 (อุทธรณ์และฎีกา)

กรณีที่มีความเห็นควรไม่ขอให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ให้พนักงานอัยการผู้มีอำนาจดำเนินคดีสั่งยุติโดยไม่ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145

ข้อ 162 (การติดตามพฤติการณ์)

กรณีที่ศาลได้มีคำสั่งให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ใด ตามคำฟ้องหรือคำขอของพนักงานอัยการแล้ว ให้พนักงานอัยการดำเนินการติดตามพฤติการณ์เกี่ยวกับการให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยของผู้นั้น ตามกำหนดระยะเวลาที่ศาลสั่งใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย
ถ้าปรากฏว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับการให้บังคับใช้นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบพิจารณาทำคำเสนอต่อศาล โดยทำเป็นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนหรืองดการให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้นั้นไว้ชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 16
ถ้าการติดตามพฤติการณ์ดังกล่าวในวรรคหนึ่งพบว่า ผู้ถูกให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนคำสั่งของศาล ให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบพิจารณาดำเนินการยื่นคำร้องหรือคำแถลงต่อศาลเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามเงื่อนไขในคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล
กรณีการฝ่าฝืนคำสั่งศาลดังกล่าวในวรรคสามเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 194 มาตรา 195 หรือมาตรา 196 ให้พนักงานอัยการแจ้งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี
การติดตามพฤติการณ์ดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหรือแจ้งขอความร่วมมือกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ ข้าราชการกรุงเทพมหานคร หรือเจ้าพนักงานอื่นดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงหรือสอบพฤติการณ์ดังกล่าว แล้วส่งมาให้พนักงานอัยการพิจารณาต่อไป

ข้อ 163 (การส่งสถิติและรายงานคดี)

ในกรณีที่มีการดำเนินคดีขอให้บังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย ให้หัวหน้าพนักงานอัยการส่งสถิติและรายงานคดีเกี่ยวกับการบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยไปยังสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายสารสนเทศ โดยให้จัดทำตามแบบและวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด


- 60 -

หมวดที่ 7
การดำเนินคดีอาญาที่ใช้วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง


ส่วนที่ 1
บททั่วไป

ข้อ 164 (การฟ้องคดีด้วยวาจา)

การฟ้องคดีด้วยวาจา ให้พนักงานอัยการยึดหลักตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 และบันทึกการฟ้องด้วยวาจาให้ครบองค์ประกอบของความผิด โดยพนักงานอัยการต้องไปศาลเพื่อแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับการฟ้องคดีนั้นด้วย

ข้อ 165 (กรณีคดีเกินอำนาจศาลแขวงภายหลังยื่นฟ้องแล้ว)

กรณีที่ยื่นฟ้องผู้ต้องหาใดแล้ว ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา หากปรากฏว่ามีเหตุทำให้คดีเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง ห้ามมิให้ถอนฟ้องเพื่อนำคดีไปฟ้องใหม่ยังศาลที่มีอำนาจ แต่ให้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในคดีเดิมให้เป็นคดีเกินอำนาจพิจารณาของศาลแขวง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีแล้วนำคดีไปฟ้องยังศาลที่มีอำนาจต่อไป
กรณีตามวรรคหนึ่ง หากศาลไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ก็ให้พนักงานอัยการคัดค้านคำสั่งศาลเพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาต่อไป

ข้อ 166 (วิธีปฏิบัติ)

ให้นำความในหมวดที่ 1 หมวดที่ 2 และหมวดที่ 3 มาใช้บังคับกับการดำเนินคดีอาญาที่ใช้วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงด้วยโดยอนุโลม

- 61 -

ส่วนที่ 2
การปฏิบัติเกี่ยวกับสำนวนที่ต้องขออนุญาตฟ้อง

ข้อ 167 (การรับสำนวนที่ต้องขออนุญาตฟ้อง)

สำนวนการสอบสวนที่ต้องขออนุญาตอัยการสูงสุดเพื่อฟ้อง พนักงานอัยการต้องให้พนักงานสอบสวนทำเป็นรูปสำนวนการสอบสวน โดยให้พนักงานสอบสวนระบุสาเหตุที่ไม่ได้ขอผัดฟ้องหรือเหตุที่ขาดผัดฟ้องไว้ในสำนวนการสอบสวน และต้องส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวน
การรับสำนวนดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้ลงสารบบรับความอาญาปรากฏตัวผู้ต้องหาที่ส่งตัวมา (ส.1) และให้ทำบันทึกแจ้งวันนัดให้ผู้ต้องหามาพบพนักงานอัยการ เพื่อฟังคำสั่งของพนักงานอัยการตามแบบพิมพ์บันทึกรับทราบวันนัดที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด

ข้อ 168 (การเขียนความเห็นและคำสั่ง)

การเขียนความเห็นและคำสั่งในสำนวนที่ต้องขออนุญาตฟ้อง ต้องปรากฏข้อเท็จจริงพอสมควร ปรับบทกฎหมายและฐานที่เห็นว่าเป็นความผิดหรือไม่ไว้ด้วย พร้อมทั้งเขียนคำสั่งฟ้องให้ชัดเจน

ข้อ 169 (วิธีปฏิบัติในการขออนุญาตฟ้อง)

การขออนุญาตฟ้องให้ทำเป็นหนังสือระบุรายละเอียดให้ชัดแจ้งว่า ขออนุญาตฟ้องผู้ต้องหาผู้ใด (โดยระบุชื่อผู้ต้องหาทุกคน) ในความผิดฐานใด ให้ตรงกับความเห็นและคำสั่งในสำนวน แล้วให้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อขออนุญาตฟ้อง
หนังสือขออนุญาตฟ้องดังกล่าวในวรรคหนึ่งให้ทำเป็นรายสำนวน และระบุสาเหตุที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่ได้ขอผัดฟ้องผู้ต้องหาหรือขาดผัดฟ้องผู้ต้องหา ให้ปรากฏในหนังสือขออนุญาตฟ้องด้วย

ข้อ 170 (วิธีปฏิบัติบางประการก่อนส่งสำนวนเพื่อขออนุญาตฟ้อง)

ก่อนส่งสำนวนเพื่อขออนุญาตฟ้อง หากพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา บางคนหรือบางข้อหา หรือมีความเห็นแย้งกับพนักงานสอบสวน จะต้องดำเนินการให้การสั่งคดีเป็นที่ยุติเสียก่อน เว้นแต่คดีจะขาดอายุความหรือมีเหตุจำเป็นจะต้องรีบฟ้อง
ส่วนกรณีที่พนักงานอัยการเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานอื่น ต่างจากความเห็นของพนักงานสอบสวนนั้น ก่อนสั่งคดีให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการในเรื่องการแจ้งข้อหาให้ครบถ้วนเสียก่อน

- 62 -

ข้อ 171 (การยื่นฟ้องคดีที่อัยการสูงสุดอนุญาตให้ฟ้อง)

การยื่นฟ้องคดีที่อัยการสูงสุดอนุญาตให้ฟ้อง ให้บรรยายคำฟ้องให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งอนุญาตให้ฟ้องแล้ว พร้อมกับอ้างส่งหนังสือของอัยการสูงสุดที่อนุญาตให้ฟ้องไปพร้อมกับคำฟ้องด้วย
สำหรับคดีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้อง หากเป็นกรณีที่ต้องขออนุญาตฟ้องด้วย ให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบดำเนินการขออนุญาตฟ้องไปในคราวเดียวกัน และในการยื่นฟ้องคดีดังกล่าวให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง

ข้อ 172 (การดำเนินการเมื่อผู้ต้องหาที่อัยการสูงสุดอนุญาตให้ฟ้องไม่มาตามนัด)

เมื่ออัยการสูงสุดอนุญาตให้ฟ้องคดี แต่ผู้ต้องหาที่ได้ลงชื่อรับทราบวันนัดตามข้อ 167 วรรคสองไว้แล้วไม่มาตามนัด ให้พนักงานอัยการมีหนังสือแจ้งให้พนักงานสอบสวนจัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหามายื่นฟ้องต่อศาล

ข้อ 173 (กรณีที่ไม่ต้องขออนุญาตฟ้องผู้ต้องหา)

การสั่งฟ้องนิติบุคคล ไม่ต้องขออนุญาตฟ้อง
กรณีที่ผู้ต้องหาไม่ได้ถูกจับหรือไม่ได้ถูกควบคุมในคดีนั้น แต่ถูกควบคุมหรือจำคุกอยู่ในคดีอื่น ไม่ต้องขออนุญาตฟ้อง แต่ต้องบรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ปรากฏใน คำฟ้องคดีนั้นด้วย

ข้อ 174 (การแจ้งคำสั่งไม่อนุญาตให้ฟ้อง)

สำนวนที่เสนอไปยังอัยการสูงสุดเพื่อขออนุญาตฟ้อง และอัยการสูงสุดมีคำสั่ง ไม่อนุญาตให้ฟ้อง ให้สำนักงานคดีอาญาและสำนักงานอัยการจังหวัดที่ขออนุญาตฟ้องแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบโดยเร็ว โดยให้แจ้งเหตุผลโดยย่อที่อัยการสูงสุดไม่อนุญาตให้ฟ้องตามแบบพิมพ์ที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด


- 63 -

หมวดที่ 8
การดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน


ส่วนที่ 1
บททั่วไป

ข้อ 175 (ปรัชญาและเจตนารมณ์ในการดำเนินคดี)

การดำเนินคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนมีส่วนเกี่ยวข้อง ให้พนักงานอัยการคำนึงถึงการคุ้มครองสวัสดิภาพและอนาคตของเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ การแสวงหามาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลแห่งสหประชาชาติ และเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อเด็กและเยาวชน เป็นสิ่งที่พนักงานอัยการพึงกระทำ
การพิจารณาใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการเพื่อนำเด็กหรือเยาวชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาหรือเข้าสู่การพิจารณาของศาล ต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ เหมาะสม เพื่อการบำบัด แก้ไข และฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนแต่ละราย โดยไม่คำนึงถึงการลงโทษ และจะนำมาใช้เป็นวิธีการสุดท้ายเมื่อไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ด้วยวิธีการอื่น นอกจากนี้การพิจารณาใช้ดุลพินิจดังกล่าวต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของเด็กหรือเยาวชนแต่ละราย เพื่อเป็นหลักประกันว่าการดำเนินคดีดังกล่าวเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี รวมทั้งต้องคำนึงถึงวิธีการแก้ไขที่เด็กหรือเยาวชนแต่ละรายจะพึงได้รับ

ข้อ 176 (ดุลพินิจในการสั่งคดี)

ในการใช้ดุลพินิจสั่งคดีที่เด็กหรือเยาวชนเป็นผู้ต้องหา นอกจากพนักงานอัยการจักต้องคำนึงถึงปรัชญาและเจตนารมณ์ในการดำเนินคดีตามข้อ 175 แล้ว ให้พิจารณาถึงสาเหตุแห่งการกระทำความผิด พฤติการณ์แห่งคดี ความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิด ความเสียหายที่ผู้เสียหายและสังคมได้รับ สถานภาพทางครอบครัว การให้โอกาสกลับตนเป็นคนดี และผลประโยชน์สูงสุดที่เด็กและเยาวชนจะพึงได้รับประกอบด้วย

- 64 -

ส่วนที่ 2
การคุ้มครองเด็กและเยาวชน

ข้อ 177 (การพิจารณาและมีความเห็นเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กและเยาวชน)

ในคดีที่เด็กหรือเยาวชนเป็นผู้เสียหาย พนักงานอัยการต้องพิจารณาและมีความเห็นเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กหรือเยาวชนนั้นด้วย หากพิจารณาจากสำนวนการสอบสวนแล้วเห็นว่าเด็กหรือเยาวชนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดควรได้รับการช่วยเหลือ ไม่ว่าด้วยวิธีการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะครอบครัว วิธีการทางการแพทย์หรือวิธีการตามกฎหมายอื่น ให้พนักงานอัยการเสนอความเห็นเกี่ยวกับวิธีการนั้นด้วย
ในกรณีที่พิจารณาจากสำนวนการสอบสวนแล้ว เห็นว่า เนื่องจากการใช้อำนาจปกครองหรือความเป็นผู้ปกครอง เป็นปรปักษ์ต่อเด็กหรือเยาวชนซึ่งเป็นผู้ต้องหาหรือผู้เสียหาย ให้พนักงานอัยการพิจารณาเสนอความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการถอนอำนาจปกครองของบิดา มารดา หรือผู้ปกครองของผู้นั้น และแต่งตั้งผู้ปกครองแทนบิดามารดาหรือผู้ปกครองนั้น
กรณีตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ถ้าการให้ความช่วยเหลือด้วยวิธีการใดอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด ให้พนักงานอัยการทำความเห็นใน อ.ก.4 เสนอตามลำดับชั้นจนถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาเสนอหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการ แต่ถ้าไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด ให้เสนออัยการสูงสุดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายพิจารณาดำเนินการประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเท่าที่สามารถจะกระทำได้
กรณีตามวรรคสาม หากสำนวนการสอบสวนและการให้ความช่วยเหลืออยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบดำเนินการตามความเห็นของอธิบดี

ข้อ 178 (แนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดีกรณีใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการกระทำ
ความผิด)
การดำเนินคดีใด หากเด็กถูกกล่าวหาว่าร่วมกับผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ใหญ่กระทำความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฐานมีเพื่อจำหน่ายและหรือจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่า
(1) ผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ใหญ่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด
(2) ในชั้นสอบสวน เด็กให้การรับสารภาพและพนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบข้อมูลหรือหลักฐานแล้ว สามารถยืนยันได้ว่าผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่เด็กให้การซัดทอดมีตัวตนอยู่จริง เช่น ตรวจสอบจากข้อมูลทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชนจากสำนักงานทะเบียนท้องถิ่น

- 65 -

(3) หากพนักงานอัยการดำเนินคดีกับเด็กแล้ว พยานหลักฐานและคำซัดทอดของเด็กไม่อาจฟังลงโทษผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ใหญ่ได้ ทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีจนถึงต้นตอของผู้กระทำความผิด
(4) การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ใหญ่ จะได้ผลในการปราบปรามผู้กระทำความผิด และสามารถแก้ไขปัญหาสังคมได้มากกว่าการดำเนินคดีกับเด็ก
กรณีเช่นว่านี้ ให้พนักงานอัยการดำเนินการกันเด็กไว้เป็นพยานเสียก่อนตามข้อ 79 และหากมีความจำเป็นก็ให้ดำเนินการขอสืบเด็กเป็นพยานไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ


ส่วนที่ 3
การดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว

ข้อ 179 (วิธีปฏิบัติ)

ให้นำความในระเบียบนี้นอกจากหมวดที่ 5 การดำเนินคดีชั้นศาลสูง และหมวด ที่ 6 การบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย มาใช้บังคับกับการดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวด้วยโดยอนุโลม

ข้อ 180 (การตรวจสำนวนและการรับฟังข้อเท็จจริง)

การพิจารณาสั่งสำนวนคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนเป็นผู้ต้องหา พนักงานอัยการพึงรับฟังรายงานของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่เกี่ยวกับผู้ต้องหา แต่ไม่ให้รับฟังรายงานเช่นว่านั้นในทางที่เป็นผลร้ายแก่ผู้ต้องหา

ข้อ 181 (การพิจารณาสำนวนการสอบสวนที่ผู้อำนวยการสถานพินิจแจ้งความเห็น
ควรสั่งไม่ฟ้อง)

ในกรณีที่ได้รับหนังสือแจ้งความเห็นของผู้อำนวยการสถานพินิจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 63 ให้พนักงานอัยการพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนประกอบกับความเห็นดังกล่าว แล้วทำความเห็นเสนอตามลำดับชั้นจนถึงรองอธิบดีเพื่อสั่ง เว้นแต่กรณีที่ยังไม่ได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวน ให้พนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมายตรวจสอบความถูกต้องของหนังสือแจ้งความเห็นดังกล่าว แล้วเก็บรอไว้รวมพิจารณาพร้อมกับสำนวนการสอบสวน

- 66 -

หากรองอธิบดีเห็นชอบด้วยกับความเห็นของผู้อำนวยการสถานพินิจดังกล่าวในวรรคก่อน ให้ออกคำสั่งไม่ฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 63 แต่ถ้าไม่เห็นชอบด้วย ให้ออกคำสั่งฟ้องหรือสั่งเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควร เมื่อรองอธิบดีมีคำสั่งประการใดแล้ว ให้เสนออธิบดี เพื่อทราบ
ในกรณีที่พนักงานอัยการได้รับหนังสือแจ้งความเห็นของผู้อำนวยการสถานพินิจดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หลังจากที่ได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องหรือมีคำสั่งฟ้องเด็กหรือเยาวชนซึ่งเป็นผู้ต้องหา หรือได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลแล้ว ให้ทบทวนความเห็นควรสั่งฟ้องหรือคำสั่งฟ้องนั้นอีกครั้ง โดยพิจารณาดำเนินการตามความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง แต่ถ้าเป็นกรณีที่ต้องกลับความเห็นหรือกลับคำสั่งฟ้องเดิม หรือเห็นสมควรถอนฟ้องคดี ให้พิจารณาดำเนินการตามข้อ 6 วรรคท้าย หรือข้อ 128 แล้วแต่กรณี

ข้อ 182 (วิธีปฏิบัติกรณีที่การกระทำของเด็กหรือเยาวชนซึ่งเป็นผู้ต้องหาไม่เป็น
ความผิด หรือพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง หรือมีเหตุอื่นที่ควรสั่งไม่ฟ้องหรือ
ยุติการดำเนินคดี)

กรณีที่ผู้อำนวยการสถานพินิจส่งหนังสือแจ้งความเห็นดังกล่าวในข้อ 181 ไปยังพนักงานอัยการนั้น หากพนักงานอัยการเห็นว่าข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนปรากฏว่าการกระทำของเด็กหรือเยาวชนซึ่งเป็นผู้ต้องหาไม่เป็นความผิด หรือพยาน หลักฐานไม่พอฟ้อง หรือมีเหตุอื่นที่ควรสั่งไม่ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่น หรือควรสั่งยุติการดำเนินคดี ให้พนักงานอัยการผู้มีอำนาจดำเนินคดีออกคำสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งยุติการดำเนินคดีด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลดังกล่าว แล้วดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 หรือกฎหมายอื่น หรือตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณีต่อไป
กรณีดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการนำหนังสือแจ้งความเห็นของผู้อำนวยการสถานพินิจเก็บรวมสำนวนการสอบสวนไว้

ข้อ 183 (การชี้ขาดความเห็นแย้งสำนวนการสอบสวนซึ่งมีหนังสือแจ้งความเห็นควร
สั่งไม่ฟ้องของผู้อำนวยการสถานพินิจ)


สำนวนการสอบสวนซึ่งดำเนินการตามประมวลกฎหมายและวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 ดังกล่าวในข้อ 182 นั้น หากเป็นกรณีที่อัยการสูงสุดต้องชี้ขาดความเห็นแย้ง ให้นำความเห็นของผู้อำนวยการสถานพินิจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและ

- 67 -

วิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 63 ซึ่งรวมอยู่ในสำนวนการสอบสวนมาประกอบการพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควรต่อไป

ข้อ 184 (การแจ้งความเห็นและคำสั่งให้ผู้อำนวยการสถานพินิจทราบ)

กรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กหรือเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 63 ให้พนักงานอัยการแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังผู้อำนวยการสถานพินิจตามแบบพิมพ์ อ.ก. 27 ข.
กรณีที่พนักงานอัยการไม่พิจารณาดำเนินการตามหนังสือแจ้งความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องของผู้อำนวยการสถานพินิจตามวรรคหนึ่ง โดยมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 หรือกรณีสั่งเป็นอย่างอื่น ให้พนักงานอัยการแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังผู้อำนวยการสถานพินิจทราบ ตามแบบพิมพ์ อ.ก. 27 ค.
การแจ้งความเห็นและคำสั่งดังกล่าวในวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้กระทำโดยไม่ชักช้า

ข้อ 185 (การใช้ดุลพินิจเพื่อแก้ไขผู้กระทำความผิด)

ในคดีที่มีอัตราโทษแต่ละฐานความผิดจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี และคดีนั้นจะต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาในศาลเยาวชนและครอบครัว หากพนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่า การฟ้องคดีเป็นการทำลายโอกาสกลับเข้าสู่สังคมของเด็กหรือเยาวชน เมื่อเด็กหรือเยาวชนนั้นอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้องและเด็กหรือเยาวชนยอมอยู่ในความควบคุมของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน อีกทั้งสมควรแจ้งให้ผู้อำนวยการสถานพินิจพิจารณาดำเนินการแล้วเสนอความเห็นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 63 ให้พนักงานอัยการเสนอความเห็นตามลำดับชั้นจนถึงรองอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง
กรณีตามวรรคหนึ่งหากรองอธิบดีไม่เห็นชอบด้วย ให้ออกคำสั่งฟ้อง แต่ถ้าเห็นชอบด้วย ให้แจ้งผู้อำนวยการสถานพินิจเพื่อดำเนินการต่อไปตามแบบที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด และเมื่อผู้อำนวยการสถานพินิจเสนอความเห็นแล้ว ให้นำความในข้อ 181 และ ข้อ 184 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีที่ผู้อำนวยการสถานพินิจเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 63 ตามที่ได้รับแจ้งจากพนักงานอัยการดังกล่าวในวรรคก่อนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้หัวหน้าพนักงานอัยการทำความเห็นเสนอตามลำดับชั้นถึงอัยการสูงสุดเพื่อแจ้งหน่วยงานต้นสังกัดของผู้อำนวยการสถานพินิจ

- 68 -

ข้อ 186 (วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับสำนวนที่ต้องขออนุญาตฟ้อง)

ให้นำความในหมวดที่ 7 ส่วนที่ 2 การปฏิบัติเกี่ยวกับสำนวนที่ต้องขออนุญาตฟ้อง มาใช้บังคับกับการดำเนินคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวด้วยโดยอนุโลม

ข้อ 187 (การสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ)

คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพและต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยนั้น ถ้าศาลเห็นว่าพยานโจทก์ที่เบิกความไปแล้วสามารถรับฟังได้ตามฟ้องแม้จะสืบพยานโจทก์ได้เพียงปากเดียวก็ตาม หรือถ้าศาลเห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพ หรือขอดูสำนวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการประกอบการพิจารณาโดยไม่ต้องดำเนินการสืบพยานโจทก์ เช่นนี้ พนักงานอัยการสามารถใช้ดุลพินิจปฏิบัติตามที่ศาลสั่งได้
หากพนักงานอัยการไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลดังกล่าวในวรรคก่อน ให้พนักงานอัยการแถลงคัดค้านคำสั่งศาลไว้ด้วย


หมวดที่ 9
การดำเนินคดีและการปฏิบัติกรณีทหารถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา

ข้อ 188 (อำนาจหน้าที่ของอัยการทหาร)

พนักงานอัยการที่ได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการทหาร มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร และให้ปฏิบัติตามระเบียบซึ่งกรมพระธรรมนูญหรือกระทรวงกลาโหมกำหนด

ข้อ 189 (วิธีปฏิบัติในการควบคุมตัวทหารผู้ต้องหา)

เมื่อพนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวทหารผู้ต้องหาให้พนักงานอัยการพิจารณาดำเนินการ ให้พนักงานอัยการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป
กรณีที่ทหารผู้ต้องหาอยู่ในการควบคุมของผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหาร และพนักงานอัยการสั่งฟ้องไม่ทันในวันที่รับสำนวนพร้อมตัวทหารผู้ต้องหา และเป็นกรณีที่มิได้มีการสั่งให้ปล่อยชั่วคราว ในกรุงเทพมหานคร ให้พนักงานอัยการมอบตัวทหารผู้ต้องหาให้อยู่ในความควบคุมของพนักงานสอบสวน ส่วนในจังหวัดอื่น ให้ฝากตัวผู้ต้องหาให้เรือนจำควบคุมไว้


- 69 -

ข้อ 190 (วิธีปฏิบัติในการฟังคำพิพากษา)

ให้อัยการทหารยื่นคำร้องต่อศาลทหารชั้นต้นให้ปรากฏในสำนวนของศาลว่า เมื่อศาลจะอ่านคำพิพากษาศาลทหารกลางให้คู่ความฟังในกรณีที่จำเลยถูกส่งตัวไปขังหรือจำคุกที่เรือนจำต่างท้องที่ ขอให้ศาลอ่านคำพิพากษาศาลทหารกลางให้โจทก์ฟังก่อนก่อนที่จะส่งคำพิพากษาไปอ่านให้จำเลยฟัง หรือไม่ก็ขอให้อ่านให้คู่ความฟังพร้อมกัน โดยอ้างเหตุเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เพื่อโจทก์จะได้มีโอกาสยื่นฎีกาได้ทันกำหนดอายุความ
คำร้องดังกล่าวในวรรคก่อน ควรยื่นพร้อมกับอุทธรณ์ในกรณีที่อัยการทหารอุทธรณ์ หรือเมื่อได้รับสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยในกรณีที่ฝ่ายนั้นอุทธรณ์ ก็ให้ยื่นโดยพลันหรืออาจจะขอขยายระยะเวลาฎีกาก็ได้ แล้วแต่กรณี

ข้อ 191 (การแจ้งผลคดีเพื่อการประสานงาน)

คดีที่ทหารเป็นผู้ต้องหาและอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องหรือมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ให้พนักงานอัยการแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังฝ่ายทหาร และหากศาลยุติธรรมมีคำพิพากษา ให้พนักงานอัยการแจ้งคำพิพากษาของทุกชั้นศาลไปยังฝ่ายทหารด้วย
ในกรณีที่ศาลยุติธรรมเป็นผู้สั่งปล่อยตัวทหารผู้กระทำผิดและไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมารับตัว ให้พนักงานอัยการแจ้งให้ทหารผู้นั้นไปรายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด

ข้อ 192 (กำหนดระยะเวลาในการอุทธรณ์หรือฎีกา)

การอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารชั้นต้นในเวลาปกติ และการฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารกลางในเวลาปกติ ให้ดำเนินการภายใน 15 วัน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารชั้นต้นหรือศาลทหารกลางให้จำเลยฟัง


หมวดที่ 10
วิธีปฏิบัติภายหลังคดีเสร็จสิ้นแล้ว

ข้อ 193 (วิธีปฏิบัติทั่วไปเกี่ยวกับผลคดี ของกลาง และสำนวน)

การแจ้งผลคดี การแจ้งผลของกลาง การเก็บรักษาของกลาง การเก็บและการทำลายสำนวน ให้เป็นไปตามแบบและวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด

- 70 -

ข้อ 194 (การขอบังคับคดี)

กรณีที่มีคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้พนักงานอัยการแจ้งสิทธิในการบังคับคดีให้ผู้เสียหายทราบ

ข้อ 195 (หน้าที่รับทราบคำพิพากษา)

ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนมีหน้าที่รับทราบคำพิพากษาด้วยตนเอง แล้วจัดทำ อ.ก.13 และ อ.ก. 14 ติดสำนวน ในกรณีที่ไม่อาจรับทราบได้ด้วยตนเอง อาจมอบหมายให้พนักงานอัยการอื่นไปปฏิบัติหน้าที่แทนได้ ผู้รับมอบหมายมีหน้าที่ต้องจัดทำ อ.ก.13 และ อ.ก.14 ระบุให้ชัดเจนถึงสาเหตุขัดข้องที่เจ้าของสำนวนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ แล้วส่งให้เจ้าของสำนวนดำเนินการต่อไป

ข้อ 196 (การคัดคำพิพากษา)

ให้หัวหน้าพนักงานอัยการจัดให้เจ้าหน้าที่ธุรการหรือนิติกรจำนวนหนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่คัดคำพิพากษาโดยเฉพาะ คอยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ธุรการของศาลเพื่อขอคัด คำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ในกรณีที่มีปัญหาเพื่อพิจารณายื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคดีนั้น ตลอดจนขอคัดคำพิพากษาศาลฎีกาในกรณีที่จะต้องรายงานสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาเสนอสำนักงานอัยการสูงสุด

ข้อ 197 (การเสนอผลคดีให้อัยการสูงสุดทราบ)

ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเสนอสำนวนคดีที่เสร็จในศาลชั้นต้นพร้อม อ.ก.14 ต่อหัวหน้าพนักงานอัยการ และหากหัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาเห็นว่าผลคดีใดมีความสำคัญควรเสนอให้อัยการสูงสุดทราบ ก็ให้รายงานผ่านอธิบดี

ข้อ 198 (การส่งคำพิพากษาศาลฎีกาให้สำนักงานอัยการสูงสุด)

การส่งคำพิพากษาศาลฎีกาให้สำนักงานอัยการสูงสุด ให้อัยการศาลสูงเจ้าของสำนวนเป็นผู้รับรองสำเนาและส่งสำนักงานอัยการสูงสุดภายใน 1 เดือน เว้นแต่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้รับรองสำเนาและเสนอตามลำดับชั้นถึงสำนักงานอัยการสูงสุด

ข้อ 199 (การส่งคำพิพากษาในคดีที่มีการชี้ขาดหรือรับรองให้อุทธรณ์หรือฎีกา)

คดีซึ่งอัยการสูงสุดชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 ให้ฟ้อง ให้อุทธรณ์ หรือให้ฎีกา หรือคดีที่อัยการสูงสุดได้รับรองอุทธรณ์หรือฎีกา

- 71 -

ให้พนักงานอัยการแต่ละชั้นศาลส่งสำเนาคำพิพากษาคดีนั้น ๆ ทุกชั้นศาลไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด

ข้อ 200 (การพิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกา)

ในการพิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกา ให้อธิบดีอัยการฝ่ายวิชาการเสนอความเห็นรายงานผลการตรวจสอบต่ออัยการสูงสุดเฉพาะในคดีที่อัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้อง ให้อุทธรณ์ ให้ฎีกา หรือคดีที่อัยการสูงสุดได้รับรองอุทธรณ์หรือฎีกา หรือคดีอื่นใดที่อธิบดีอัยการฝ่ายวิชาการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีปัญหาสำคัญหรือควรแก่การศึกษาเท่านั้น ส่วนคดีนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ให้อธิบดีอัยการฝ่ายวิชาการเป็นผู้รับทราบแล้วเป็นอันยุติ
ถ้าหากมีความจำเป็นต้องเรียกสำนวนจากพนักงานอัยการมาเพื่อตรวจสอบประกอบการพิจารณาคำพิพากษาของศาลฎีกา ให้อธิบดีอัยการฝ่ายวิชาการเสนอความเห็นต่ออัยการสูงสุด หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเพื่อออกคำสั่ง


หมวดที่ 11
การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่

ข้อ 201 (หลักการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่)

การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อยกเลิกคำพิพากษาเดิมซึ่งถึงที่สุดให้ลงโทษผู้กระทำความผิด หากปรากฏหลักฐานขึ้นใหม่ว่าบุคคลผู้นั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิด พนักงานอัยการหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือบุคคลนั้นมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งมีสิทธิขอค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตลอดจนสิทธิที่บุคคลนั้นเสียไปเพราะผลของคำพิพากษานั้นคืน

ข้อ 202 (อำนาจหน้าที่ในการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่)

กรณีมีเหตุตามกฎหมายที่จะรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ หากพนักงานอัยการเห็นสมควร หรือมีการร้องขอจากบุคคลผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามกฎหมาย ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ได้

ข้อ 203 (กำหนดเวลาในการยื่นคำร้อง)

คำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ได้พิพากษาคดีนั้น หรือศาลอื่นที่มีเขตอำนาจแทนศาลนั้น ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ปรากฏข้อเท็จจริงตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 อันเป็นเหตุที่จะ
- 72 -

ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิพากษาใหม่ หรือภายในสิบปีนับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีเดิมถึงที่สุด เว้นแต่มีพฤติการณ์พิเศษ

ข้อ 204 (การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณา
ใหม่)

เพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐาน ให้พนักงานอัยการสอบสวนผู้ร้อง พยานผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายอื่นที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่คดี เพื่อให้ได้ความว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิและมีเหตุตามกฎหมายที่จะยื่นคำร้องขอให้ รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ตลอดจนความประสงค์ที่จะขอรับค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิที่บุคคลนั้นเสียไป อันเป็นผลโดยตรงจากคำพิพากษานั้นคืน

ข้อ 205 (การพิจารณาคำร้อง)

เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานดังกล่าวในข้อ 204 เสร็จแล้ว ให้พนักงานอัยการทำความเห็นว่าควรยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ แล้วเสนอสำนวนไปยังอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง อธิบดีมีคำสั่งประการใด ให้รายงานอัยการสูงสุดโดยเร็ว

ข้อ 206 (กรณีพนักงานอัยการเป็นผู้ร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่)

คำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่จะต้องระบุเหตุตามกฎหมายโดยละเอียดชัดแจ้ง และถ้าประสงค์จะขอค่าทดแทนเพื่อการที่บุคคลใดต้องรับโทษอาญาโดย คำพิพากษาถึงที่สุดหรือขอสิทธิที่บุคคลนั้นเสียไปอันเป็นผลโดยตรงจากคำพิพากษานั้นคืน จะต้องระบุในคำร้องนั้นด้วย

ข้อ 207 (กรณีบุคคลอื่นเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่)

กรณีที่บุคคลอื่นเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำเนาคำร้องและแจ้งวันนัดไต่สวนจากศาล ให้พนักงานอัยการไปฟังการ ไต่สวนและซักค้านพยานของผู้ร้องด้วย

ข้อ 208 (การยื่นคำคัดค้าน)

กรณีที่บุคคลอื่นเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ เมื่อศาลอุทธรณ์สั่งรับคำร้องแล้ว ก่อนวันสืบพยาน ให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำคัดค้านตามที่เห็นสมควรและเตรียมพยานหลักฐานเข้าสืบภายหลังที่สืบพยานผู้ร้องเสร็จแล้ว

- 73 -

ในกรณีที่มีความเห็นไม่ควรยื่นคำคัดค้าน ให้รีบทำความเห็นเสนออธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง คำสั่งของอธิบดีให้เป็นอันยุติ

ข้อ 209 (การอุทธรณ์หรือฎีกา)

ให้นำความในหมวดที่ 5 ว่าด้วยการดำเนินคดีชั้นศาลสูง มาใช้บังคับกับการอุทธรณ์หรือฎีกาในหมวดนี้ โดยอนุโลม

ข้อ 210 (วิธีปฏิบัติทั่วไปเกี่ยวกับผลคดี)

กรณีที่พนักงานอัยการเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ เมื่อคดีถึงที่สุดให้แจ้งผลคดีให้อัยการสูงสุดและผู้มีส่วนได้เสียทราบโดยเร็ว


หมวดที่ 12
การแก้ต่างคดีอาญา

ข้อ 211 (หลักการในการแก้ต่างคดีอาญา)

การใช้ดุลพินิจในการรับแก้ต่างคดีอาญาให้แก่หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือราษฎร ต้องเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ได้กระทำไปตามหน้าที่หรือได้กระทำตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยความสุจริต และต้องคำนึงถึงการให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งด้วย แต่ต้องไม่เป็นปฎิปักษ์ต่อการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ

ข้อ 212 (การรับเรื่องและสั่งจ่ายสำนวน)

ในกรุงเทพมหานคร ให้อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญาเป็นผู้พิจารณาสั่งจ่ายเรื่อง แก้ต่างคดีอาญาให้แก่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาที่รับผิดชอบ เมื่อสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาได้รับเรื่องแล้วให้ลงรับในสารบบความอาญาที่แก้ต่าง (ส.5) ทันที ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้สั่งจ่ายสำนวนให้แก่พนักงานอัยการในบังคับบัญชา
ในต่างจังหวัด เมื่อรับเรื่องแก้ต่างคดีอาญาแล้วให้ลงรับในสารบบความอาญาที่แก้ต่าง (ส.5) ทันที ให้อัยการจังหวัดเป็นผู้สั่งจ่ายสำนวนให้แก่พนักงานอัยการในบังคับบัญชา


- 74 -

ข้อ 213 (การรวบรวมพยานหลักฐาน)

ในการรวบรวมพยานหลักฐาน ให้พนักงานอัยการวิเคราะห์คำฟ้อง ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่โจทก์ใช้เป็นข้ออ้าง แล้วสอบถามผู้ถูกฟ้องถึงข้อต่อสู้ให้ครบถ้วนทุกประเด็น แล้วบันทึกคำให้การ (อ.ก.22) รวมไว้ในสำนวน ในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องจัดทำคำให้การเป็นหนังสือให้รวมไว้ในสำนวน แล้วสั่งผู้ถูกฟ้องหรือผู้แทนให้รวบรวมพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อต่อสู้ รวมทั้งข้อเท็จจริงที่จะต้องใช้ในการซักค้านพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และอื่น ๆ ที่จำเป็นให้เพียงพอแก่การพิจารณารับแก้ต่าง และหากเห็นสมควร พนักงานอัยการอาจให้ความร่วมมือในการแสวงหาพยานหลักฐานหรือสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องรวมไว้ในสำนวนด้วยก็ได้
หน่วยงานของรัฐที่ร้องขอ มีหน้าที่สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือในการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามวรรคหนึ่ง หากไม่อาจทำได้โดยลำพังให้ขอความช่วยเหลือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กรณีที่ผู้ร้องขอไม่ให้ความร่วมมือในการรวบรวมพยานหลักฐานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้พนักงานอัยการส่งเรื่องคืนผู้ร้องขอ โดยให้อธิบดีเป็นผู้มีอำนาจสั่งคืน เว้นแต่กรณีหน่วยงานของรัฐถูกฟ้องเป็นจำเลย ให้พนักงานอัยการทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาสั่ง

ข้อ 214 (ผู้มีอำนาจสั่งคดี)

ในกรณีที่มีความเห็นควรรับแก้ต่าง ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้ออกคำสั่งรับแก้ต่าง
กรณีมีความเห็นควรไม่รับแก้ต่าง ให้อธิบดีเป็นผู้ออกคำสั่งรับหรือไม่รับแก้ต่าง เมื่ออธิบดีมีคำสั่งประการใดให้ปฏิบัติตามนั้น เว้นแต่กรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือผู้ถูกฟ้องขอให้อัยการสูงสุดชี้ขาดในเรื่องไม่รับแก้ต่างและอัยการสูงสุดมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ในกรณีที่มีคำสั่งไม่รับแก้ต่าง ให้พนักงานอัยการทำหนังสือแจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องขอให้ดำเนินการแก้ต่างคดีอาญาทราบทันที
คดีที่ประชาชนสนใจหรือคดีสำคัญ เมื่อสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาหรือสำนักงานอัยการจังหวัดได้รับสำนวนแก้ต่างคดีอาญาแล้ว ให้รายงานตามลำดับชั้นจนถึงอัยการสูงสุดทันที

ข้อ 215 (เจ้าพนักงานหรือราษฎรที่พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องคดีอาญาแล้ว)

คดีอาญาใดที่พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือราษฎรในคดีนั้นแล้ว ห้ามมิให้พนักงานอัยการไม่ว่าจะเป็นคนเดียวกับผู้สั่งฟ้องหรือไม่ก็ตาม รับแก้ต่างคดีอาญาให้กับหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือราษฎรนั้น

- 75 -

ข้อ 216 (กรณีการแก้ต่างเจ้าพนักงานและราษฎรในคดีวิสามัญฆาตกรรม)

ในกรณีที่เจ้าพนักงานหรือราษฎรในคดีวิสามัญฆาตกรรม ถูกฟ้องคดีอาญาก่อนที่อัยการสูงสุดจะมีคำสั่งในคดีวิสามัญฆาตกรรม ให้พนักงานอัยการรอการพิจารณารับหรือไม่รับแก้ต่างคดีอาญาให้กับบุคคลดังกล่าว จนกว่าอัยการสูงสุดจะได้มีคำสั่งในคดีวิสามัญฆาตกรรมแล้ว
เมื่อได้รับการร้องขอและคดีมีเหตุอันสมควร พนักงานอัยการย่อมใช้ดุลพินิจรับ แก้ต่างคดีอาญาให้กับราษฎรผู้ร่วมกระทำการกับเจ้าพนักงานในคดีวิสามัญฆาตกรรมได้ หากคดีวิสามัญฆาตกรรมดังกล่าวอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งไม่ฟ้องแล้วและข้อเท็จจริงฟังได้ว่าราษฎรผู้นั้นได้ร่วมกระทำการกับเจ้าพนักงานในคดีดังกล่าว ทั้งนี้ ให้ฟังข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป

ข้อ 217 (การให้บุคคลภายนอกเป็นทนายเข้าร่วมดำเนินคดีกับพนักงานอัยการ)

ในคดีซึ่งพนักงานอัยการรับแก้ต่างคดีไว้แล้ว หากตัวความแสดงความประสงค์ขอแต่งตั้งทนายความเข้ามาร่วมแก้ต่างคดีกับพนักงานอัยการ ให้หัวหน้าพนักงานอัยการพิจารณาอนุญาตให้กระทำได้
ในกรณีที่มีทนายความเข้ามาร่วมแก้ต่างคดีกับพนักงานอัยการ ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าทนายความจะกระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ ให้คดีของพนักงานอัยการเสียหาย ให้พนักงานอัยการพิจารณาขอให้ทนายความละเว้นหรือกระทำการนั้น ๆ ได้ หากทนายความดังกล่าวไม่ยินยอมปฏิบัติตาม ให้พนักงานอัยการทำความเห็นขอถอนตัวจากการรับแก้ต่างคดีเสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง

ข้อ 218 (การขอถอนตัวของพนักงานอัยการ)

เมื่อพนักงานอัยการรับแก้ต่างคดีไว้แล้ว หากความปรากฏในภายหลังว่า มีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หรือพฤติการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้พนักงานอัยการเห็นว่าไม่สมควรรับแก้ต่างคดีอีกต่อไป ให้พนักงานอัยการทำความเห็นสั่งไม่รับแก้ต่างเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงอธิบดีเพื่อสั่ง เมื่ออธิบดีมีคำสั่งประการใดให้ปฏิบัติไปตามนั้น และแจ้งให้ ผู้ร้องขอทราบ กรณีที่คดีอยู่ในชั้นศาล ให้พนักงานอัยการแถลงขอถอนตัวให้ศาลทราบด้วย

ข้อ 219 (การแถลงให้ศาลทราบถึงการรับแก้ต่าง)

เมื่อมีคำสั่งรับแก้ต่างคดีแล้ว ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนยื่นคำแถลง ต่อศาล โดยให้ระบุในคำแถลงให้ชัดเจนถึงเหตุผลในการรับแก้ต่าง และอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (3) พร้อมทั้งระบุชื่อพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบในการแก้ต่างให้แก่จำเลยแต่ละคนไว้ด้วย โดยไม่ต้องยื่นใบแต่งทนาย

- 76 -

ข้อ 220 (การตามประเด็น)

ในกรณีที่มีการส่งประเด็นคดีแก้ต่างไปสืบพยานที่ศาลอื่น ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนตามประเด็นไปสืบพยานด้วยตนเอง เว้นแต่กรณีที่มีเหตุอันสมควรและไม่ทำให้คดีเสียหาย ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนทำบันทึกเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการเพื่อขออนุญาตส่งประเด็นไปให้พนักงานอัยการประจำศาลที่รับประเด็นว่าความแทน เมื่อหัวหน้าพนักงานอัยการสั่งประการใด ให้ปฏิบัติตามนั้น

ข้อ 221 (ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี)

ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ต่างคดีอาญา ให้ปฏิบัติตามระเบียบที่กระทรวง การคลังกำหนด

ข้อ 222 (การแจ้งคำสั่งและคำพิพากษา)

เมื่อศาลได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาในคดีที่รับแก้ต่างประการใด ให้พนักงานอัยการทำหนังสือแจ้งคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้ร้องขอทราบ เว้นแต่ผู้ร้องขอได้ทราบแล้ว

ข้อ 223 (การดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา)

เมื่อศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีแก้ต่างแล้ว ให้พนักงานอัยการผู้ดำเนินคดี เสนอสำนวนพร้อมความเห็นชั้นศาลพิพากษาตามแบบ อ.ก.14 ต่อหัวหน้าพนักงานอัยการ ภายใน 5 วันนับแต่วันฟังคำพิพากษา และให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็น ผู้ออกคำสั่งว่าจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือไม่ แล้วแจ้งผลคดีให้ผู้ร้องขอทราบ
ในกรณีที่พนักงานอัยการผู้ดำเนินคดีเห็นควรยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ให้ร่างคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกา เสนอหัวหน้าพนักงานอัยการพร้อมสำนวนและความเห็น

ข้อ 224 (การแก้อุทธรณ์และแก้ฎีกา)

ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์หรือฎีกา หากเห็นสมควร ให้พนักงานอัยการผู้ดำเนินคดีทำคำแก้อุทธรณ์หรือคำแก้ฎีกาทุกคดี โดยให้หัวหน้าพนักงานอัยการตรวจร่าง.

 

ประกาศ ณ วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2547

(ลงชื่อ) เรวัติ ฉ่ำเฉลิม
(นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม)
อัยการสูงสุด

................................

 

ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด
ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2547

Clickที่นี่
................................

 

ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด
ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ
(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2548

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2547 ในส่วนที่เกี่ยวกับการสั่งคดีกรณีร้องขอความเป็นธรรมเพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมมีประสิทธิภาพ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 จึงออกระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2548”
ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 48 แห่งระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2547 และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 48 (การสั่งคดีกรณีร้องขอความเป็นธรรม)
คดีที่มีการร้องขอความเป็นธรรม ในกรณีที่จะมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทุกข้อหาหรือบางข้อหา ให้เสนอสำนวนพร้อมความเห็นตามลำดับชั้นถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง
กรณีที่มีคำสั่งฟ้อง ให้ดำเนินการให้ได้ตัวผู้ต้องหามายื่นฟ้องต่อศาล และให้รีบทำบันทึกส่งคำร้องขอความเป็นธรรม สำเนาความเห็นและคำสั่งพร้อมทั้งสำเนารายงานการสอบสวนเสนออธิบดีเพื่อทราบ
กรณีดังกล่าวในวรรคก่อน หากเป็นกรณีที่ต้องกลับความเห็นหรือกลับคำสั่งเดิมหรือต้องถอนฟ้อง ให้นำความในข้อ 6 วรรคท้าย หรือข้อ 128 มาใช้บังคับแล้วแต่กรณี”

ข้อ 4 ความในข้อ 3 ไม่ให้ใช้บังคับกับกรณีการร้องขอความเป็นธรรมก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ประกาศ ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548
(นายคัมภีร์ แก้วเจริญ)
อัยการสูงสุด

....................

ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด
ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ
(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2548

 

- ให้ยกเลิกระเบียบฯ ข้อ 137
- ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2548 เป็นต้นไป

....................................................

ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด
ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ
(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2548

Click

กลับสู่หน้าแรก

จำนวนผู้เข้าชม =

CopyRight @ 2005 Assistant Public Prosecutor (APP-1347)

Bangkok Thailand

E-mail : app_1347@yahoo.com